อยากเห็นว่าเธอ ‘เห็น’ อะไร

เราเห็นกล้องแทนสายตาอาร์ยามองภาพสงครามเป็นส่วนมาก และเราก็เห็นกล้องแทนสายตา dragon’s eye-view นิดหน่อย แต่ทั้งสองมุมมองนั้นหนังหลายต่อหลายเรื่องก็เล่าภาพจนปรุแทบจะหมดแล้ว

แต่ที่เราอยากเห็น(และคงเห็นได้ยาก) คือกล้องแทนสายตา ruler’s eye-view ผู้โกรธาและกำลังเผาบ้านกงเต๊กให้ราบต่างหาก

มันคงเป็นภาพประหลาด เห็นไม่ชัด ไม่ว่าจะเพราะควันไฟหรือน้ำตา ความหลัง ความสูญเสีย หรืออุดมคติอะไรก็ตามที่ทำให้เธอบนหลังมังกรเคืองตาก็ตาม แต่ภาพนั้นคงน่าสนใจเป็นอย่างมาก เธอเห็นอะไรกำลังไหม้อยู่ มันเป็นสีอะไร ได้กลิ่นเนื้อย่างมั้ย แล้วทำให้น้ำลายสอไหม

คนดูอย่างเราที่หากอยู่ในสถานการณ์นั้นคงไม่แคล้วเป็นชาวบ้านโดนย่างเกรียมค่อนตัวนอนโอดโอยรอความตาย มุมมองน่าสังเวชนั้นใกล้ตัวจนเราไม่สนใจแล้ว แต่ตา(ที่ไม่ใช่ตาเนื้อ)ของแดเนรีสเห็นอะไรต่างหาก ที่เป็นปริศนาที่สามัญชนอยากแสนอยากแต่ทั้งชาติคงไม่อาจเห็น

โฆษณา

ฝัน

ว่าก้าวขาไม่ไป

ร่างกายหนักอึ้ง

ค่อยๆ เคลื่อนประหนึ่งเดินจงกรม

ทั้งที่กำลังรีบเร่ง

เราฝืนออกแรงต้านน้ำหนักประหลาดนั้น

เกร็งกล้ามเนื้อทุกมัดจนหน้าบูดเบี้ยว

แต่ขยับได้เพียงช้า ช้า

หงุดหงิด ฉงน โกรธ ปนวิตกกังวลเพราะกำลังช้าเกินไป และไปทำอะไรสักอย่างไม่ทันเวลา

ที่บ้าก็คือ เราคิดย้ำๆ ว่า อีกแล้วนะ อีกแล้ว เพราะอาการนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดครั้งแรก

เรื่องในครอบครัว

สักสองปีก่อนมีกรณีนักเขียนในสื่อออนไลน์คนหนึ่งใช้กำลังทารุณคนรัก เหตุการณ์ตอนนั้นมีกระแสตำหนิไปยังคนทำงานในสื่อเจ้านั้น ว่าทำไมไม่บอยคอต หรือแสดงท่าทีสักหน่อย

หลังจากนั้นบังเอิญได้มีโอกาสพูดคุยกับคนทำงาน (นับเป็นเสียงแทนองค์กรไม่ได้หรอก แต่ก็เป็นเสียงที่ทำให้เข้าใจ ด้วยเสียงพูด สีหน้า แววตา ฯลฯ) ทุกคนในนั้นต่างก็อึดอัด เพราะต่างมีความสัมพันธ์เห็นหน้าค่าตากับทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย และเรื่องการทำร้ายร่างกายที่เกิดขึ้นนั้น ก็เกิดในช่วงเวลาส่วนตัวมากๆ แต่เวลาคนทำงานเจอหน้ากัน พวกเขาดูเป็นคนรักกันปกติ

ความกระอักกระอ่วนนี้ไม่ได้ไร้เหตุผลมีที่มา ทางวัฒนธรรมความรู้สึก ‘เรื่องในครอบครัว’ ‘เรื่องผัวๆ เมียๆ’ ‘เราจัดการกันเองได้’ ‘อย่าเสือก’

เรื่องแบบนี้ส่วนมากเราจะได้ยินเสียงเหยื่อก่อน (ด้วยเครื่องมืออะไรก็ตาม) ถ้าเมื่อไรเข้ากระบวนการยุติธรรม ย่อมต้องมีการฟังความทุกด้าน ซึ่งคนดูคนมุงไม่เกี่ยวอะไร ไม่มีหน้าที่ต้องไปรู้ให้ได้หากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงไม่ต้องการ

แต่ย่อหน้าข้างบนเป็นหลักการแข็งๆ เท่านั้น ชีวิตจริงซับซ้อนกว่านั้น ในสังคมที่ฝ่ายหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่า ฝ่ายที่ถูกกระทำต่างหยิบฉวยอาวุธอะไรก็ตามมาตอบโต้ การใช้กระแสสังคมกดดันจึงเป็นหนึ่งในอาวุธหลัก

แต่กระแสสังคมไม่ได้เที่ยงตรง ไม่รอบด้าน กระแสก็คือกระแส จะไปหวังความรัดกุมได้ยังไง และเมื่อปลุกขึ้นมาแล้วก็ควบคุมทิศทางได้ยาก กระแสถูกปลุกเพื่อจุดชนวนแก่การตรวจสอบอย่างแม่นยำต่อไปต่างหาก

แต่ย่อหน้าข้างบนก็มีปัญหาอีกอยู่ดี รู้ได้ยังไงว่าการจุดกระแสนั้นจะนำไปสู่การพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างมีระบบระเบียบ

ความเป็นจริงก็คือ ข่าวลือ เรื่องซุบซิบ ต่างหาก ที่ขยายอาณาเขตไปเรื่อยๆ และมันก็ดูจริงขึ้นทุกทีๆ

การพิสูจน์นั้นกินเวลายาวนานเสมอ เหมือนเรื่องการใช้กำลังของนักเขียนคนนั้นเมื่อสองปีก่อน ที่ตอนนี้ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะคืออะไร สังคมก็หมดความสนใจ และมุ่งความสนใจไปในเรื่องคล้ายๆ เดิมแต่เปลี่ยนตัวละครไปเรื่อยๆ แทน

ไม่ใช่แก่นแกนของปัญหาหรอก รายละเอียดประดามีต่างหาก (เขาทำยังไง ทารุณอะไรบ้าง เตะที่ตรงไหน เหรอๆ ยังงั้นเลยเหรอ) ที่หล่อเลี้ยงให้กระแสสังคมสนใจ

Avenger: endgameในอนุสรณ์สถาน

Avenger: endgame ดูเอาบันเทิงล้วนๆ ก็สนุกดี ดูแบบคนที่ดูแค่ iron man สองภาคแรก และ captian america สองภาค และโตมากับ spiderman ยุคโทบี้ แมคไกวร์ เพราะฉะนั้นไม่รู้ปูมหลังหลายๆ อย่างที่หนังใส่มาเยอะแยะ แบบ “ถ้าไม่เก็ท แปลว่ายูไม่ใช่แฟนมาเวล ไม่แคร์นะ”

คนดูอย่างเราเลยเป็นคนธรรมดาในโลกอเวนเจอร์ ที่เรื่องราวคือการรวมดาวล้วนๆ ดาวพอมาอยู่ด้วยกันเยอะๆ ก็เลยไม่สว่างเท่าอยู่เดี่ยวๆ (แต่หนังก็เกลี่ยบทได้ดีมากๆ แล้ว ทุกตัวได้ซีน เอาใจแฟนคลับ)

แล้วคนธรรมดาในโลกอเวนเจอร์จะเป็นยังไงน่ะ? คือถ้าไม่เป็นฝุ่นไปแล้ว (แหม จะมีการตายแบบไหนที่สบายกว่านี้อีก) เราก็คงอยู่สงบๆ ในโลกที่อากาศปลอดโปร่งขึ้น เสียงเงียบลง ครึ่งแรกของหนังนั้นค่อนข้างเงียบและมีเสียงนกร้อง

วันอากาศดีเราคงไปยังอนุสรณ์สถาน ไล่สายตาไปยังชื่อของคนที่เราไม่รู้จัก (ชื่อที่เรารู้จักเราคร่ำครวญถึงเขาตั้งแต่อนุสรณ์สถานยังสร้างไม่เสร็จ)

ปีแรก ปีที่สอง ปีที่สาม ปีที่สิบ โลกจะยังมีเสียงนกร้องมั้ย ปลาโลมายังยังว่ายมาที่อ่าวแมนฮัตตันไหม เราคงยังไปที่อนุสรณ์สถาน นานๆ ทีตอนที่อยากระลึกถึงวันเก่าๆ ตอนที่โลกโกลาหลวุ่นวายขนาดหนัก ตอนที่…

รัฐบาลฝ่ายขวาของทั้งโลกกำลังเถลิงอำนาจ กระแสรังเกียจผู้อพยพพุ่งสูง ความขัดแย้งทางศาสนาปะทุในหลายรัฐชาติ ประเทศเผด็จการสะสมขีปนาวุธนิวเคลียร์ก็ยังเล่นสงครามประสาทผีเข้าผีออก ส่วนปัจเจกบุคคลก็อินเทรนด์แข่งกันก่อเหตุกราดยิงเป็นหย่อมๆ ในเมืองใหญ่ทั่วโลก ดูซิว่าใครจะสรรหาวิธีได้ไวรัลกว่า และคลิปจากกล้องโกโปรจากหมวกมือสังหารถูกมือมืดแฮคเอาภาพขึ้นจอในคอนฯใหญ่ของแบล็คพิงค์เวิล์ดทัวร์ (kill this love ปังๆๆๆๆ)

ในขณะที่เราทอดอาลัยในอนุสรณ์สถานแห่งความสูญเสียในวันเงียบๆ (ที่ตรงนี้กลายเป็นจุดเช็คอินต้องมาของนักท่องเที่ยว) เราก็เพิ่งนึกสงสัยขึ้นมาว่า ในจักรวาลคู่ขนานที่มีฮีโร่กู้วิกฤติ ประชากรโลกมีสองเท่าของที่เรามี

พวกเขาอยู่กันไปได้ยังไงนะ

Aesthetica: ลองอ่านไลท์โนเวล สาวใช้กับปริศนาคดีศิลป์

ถ้ามองหนังสือเป็นโปรดักท์หนึ่ง เราจะไม่ตีขลุมว่าคนรักการอ่าน หรือชอบอ่านหนังสือ ต้องมีบุคลิกแบบใดแบบหนึ่งตามสเตอริโอไทป์ เพราะหนังสือก็มีหลากหลายประเภทมาก

และถ้าดูจากจำนวนยอดพิมพ์หนังสือแต่ละปก รวมถึงเม็ดเงินที่สะพัดในแวงวงหนังสือประเภทต่างๆ ตลาดที่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับกลุ่ม niche ที่เราคุ้นๆ อยู่ (เหมือนมหาสมุทรเทียบกับแอ่งน้ำ) ก็คือตลาดไลท์โนเวล กระทั่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของนักออกแบบปกบางท่านด้วยซ้ำ

แต่การออกแบบคือการเล่นกับสเตอริโอไทป์ตรงๆ เลยแหละ 

หรือเราจะพูดว่ามันคือไวยากรณ์ของการออกแบบดี? เช่น หนังสือที่มีหน้าตาแบบไลท์โนเวล เล่มนี้

ผู้เขียน ภานุ ตรัยเวช เป็นนักเขียนที่มีผลงานหลากหลาย ภานุช่วงแรกที่เรารู้จักคือนักเขียนวรรณกรรมน่าจับตาที่มีผลงานออกมาสองสามเล่ม (เล่มที่เราอยากแนะนำให้อ่านคือ คดีดาบลาวยาวแดง) ช่วงที่สองของภานุน่าจะนับจากผลงานที่ติดอันดับขายดี ‘ในไวมาร์เยอรมัน ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง’ ซึ่งเป็นการขยับจาก fiction มาเขียนงาน non-fiction ประวัติศาสตร์เต็มรูปแบบ

ช่วงที่สามของเขา ไม่ได้เขียนหนังสือแต่หันมาคร่ำเคร่งกับบอร์ดเกมแทน (555)

และในส่วนผสมของการเป็นนักเขียนและโอตาคุ (การ์ตูนญี่ปุ่น ประวัติศาสตร์เยอรมัน เกมกระดาน และอื่นๆ) ในที่สุดงานของของภานุก็กระโดดมายังพรมแดนของไลท์โนเวล

สเตอริโอไทป์ของคนอ่านหนังสือ สเตอริโอไทป์ของโอตาคุ และสเตอริโอไทป์ของไลท์โนเวล สามอย่างนี้ไม่มีอะไรเหมือนกัน แต่งานออกแบบไลท์โนเวล ก็คือการหยิบไวยากรณ์ของการออกแบบหนังสือการ์ตูนมาใช้กับหนังสือนิยาย สันนิษฐานว่าที่หยิบไวยากรณ์หนังสือการ์ตูนมาใช้ เพราะเดิมทีเป็นการแต่งนิยายต่อจากมังงะเรื่องนั้นๆ หรือเป็น spin-off จากมังงะเรื่องหลัก 

การถ่ายทอดไวยากรณ์ของหนังสือการ์ตูนสู่นิยาย จึงไล่มาตั้งแต่ขนาดของรูปเล่ม การแบ่งเนื้อหาเป็นเล่มๆ ไป และมักออกแบบปกให้เข้าชุด โดยไล่เรียงไปตามตัวละครที่เด่นในเล่มนั้นๆ ต้องมีแจ็กเกตหุ้มปกพิมพ์ 4 สี ส่วนปกในเป็นอาร์ตการ์ดพิมพ์สีเดียวเสมอ ฯลฯ

เมื่อไวยากรณ์ในการออกแบบมาถึงขนาดนี้แล้ว ส่วนประกอบที่สำคัญมากๆ ของไลท์โนเวลคือ นักวาดภาพประกอบ แม้จำนวนชิ้นงานจะไม่มาก แต่ศักดิ์และสิทธิ์ในฐานะผู้สร้างสรรค์ไลท์โนเวลนั้น คนเขียนและคนวาด แทบจะเท่าๆ กัน ต่างจากหนังสือประเภทอื่น (ยกเว้นหนังสือภาพ) ที่มักให้ศักดิ์ผู้เขียนสูงกว่าเสมอ

ไลท์โนเวลเล่มนี้สื่อสารชัดเจนถึงกลุ่มเป้าหมาย ว่าเป็นแนว ‘สาวเมด’ (genre หนึ่งของมังงะ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างนายท่านและสาวใช้ ที่มักจะ ‘โมเอะ’ หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู) องค์ประกอบ สี ฟอนต์ที่ใช้ให้กลิ่นแบบหนังพีเรียด (ปกหลังระบุไว้ว่าเป็นแนวแฟนตาซี) ตัวเรื่องราวนั้นอิงจากประวัติศาสตร์ยุคศตวรรษที่ 17 ในเนเธอร์แลนด์ ช่วงปลายของสงครามประกาศเอกราชของเนเธอแลนด์จากสเปน (Dutch War of Independence) โดยตัวเอกของเรื่องคือสาวใช้ผมแดงหน้าตาโมเอะชื่อ เซริม และนายท่านหนุ่มเซอร์ผมยาวชื่อ เรมบรังด์ – ใช่แล้ว จิตรกรชาวดัตช์ผู้โด่งดังคนนั้นแหละ

ที่น่าสนใจมากๆ คือ บทแรก

มันคือการปูพื้นประวัติศาสตร์ ให้เราเห็นบริบทยุคนั้น ทั้งเรื่องสงคราม ความขัดแย้งระหว่างจักรวรรดิสเปนและชาวดัตช์ผู้ต้องการแยกตัวเป็นอิสระ ความขัดแย้งทางศาสนาระหว่างคาทอลิกและโปรเตสแตนท์ แต่เรื่องราวเลห่านี้เล่าได้อย่างมีชั้นเชิง และเนียนไปกับการสร้างคาแรกเตอร์นายท่านและสาวใช้ตัวเตี้ย อาจจะจั๊กจี๋หน่อยๆ ที่ในไดอะล็อกมีคำว่า ‘เจ้าคะ’ และทำให้เราได้ยินเสียงในหัวเป็นซาวด์แทรคการ์ตูนญี่ปุ่นในเนทฟลิกซ์อย่างช่วงไม่ได้

มันเป็นบทโหมโรงประวัติศาสตร์จริงพร้อมๆ ไปกับการปูคาแรกเตอร์โมเอะแบบการ์ตูน  เป็นส่วนผสมที่ประหลาดมาก ลูกหยอดแบบสูตรของเรื่องแนวสาวเมด ความก้ำกึ่งของความสัมพันธ์นาย-บ่าวว่าจะพัฒนาไปสู่ความรักแบบชู้สาวได้ไหม คือคีย์ของเรื่องแนวนี้

แต่ภานุก็คือภานุ หลังจากไวยากรณ์แบบไลท์โนเวลทำงานเต็มสูบล่อหลอกโอตาคุให้ติดกับในบทที่หนึ่ง เรื่องราวในบทต่อๆ ไป มีทั้งการดำเนินเรื่องตามขนบนิยายสืบสวนสอบสวนที่เน้นความกระฉับกระเฉง เรื่องแนวลี้ลับเหนือนธรรมชาติ แต่บทที่ตัวเรื่องราวถูกจริตเราที่สุด คือบท ‘เด็กหนุ่มกับเกรียง’ ที่ใช้ไวยากรณ์การเล่าแบบวรรรกรรม หยิบจับชีวประวัติในวัยหนุ่มของเรมบรังด์ในช่วงที่เพิ่งฝึกหัดเป็นจิตรกรมาเล่าใหม่ ให้เห็นถึงสภาพสังคมเนเธอร์แลนด์ยุคนั้นละเอียดขึ้น ในเรื่องการศึกษา ศาสนา ความเชื่อ 

จบเล่มที่หนึ่งด้วยตัวละครหลักอีกตัว (ตามสูตร พระเอกต้องมีสองคน เราจะได้ลุ้นไงว่าสุดท้ายสาวใช้จะลงเอยกับใคร) ซึ่งหยิบมาจากชีวิตจริงของ ยาน ฟานเดอเฮย์เดน ในเรื่องนี้ยานเป็นนักดับเพลิงหนุ่มหล่อ และฉากอีปิคสุดในเล่มนี้ คือไฟไหม้ในกรุงอัมสเตอร์ดัม

ไลท์โนเวลเล่มนี้ไม่ใช่นิยายแฟนตาซีแน่ๆ แต่เป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์เต็มตัว ที่เล่าด้วยภาษาแบบไลท์ๆ แต่ให้ภาพการสร้างบ้านสร้างเมือง เป็นนิยายมนุษย์นิยมแท้ๆ สมกับที่กล่าวกันว่า ‘พระเจ้าสร้างทะเล แต่ชาวดัตช์สร้างแผ่นดิน’

ปกและแจ็กเก็ต

Aesthetica สาวใช้กับปริศนาคดีศิลป์ (เล่ม 1)
เรื่อง ภานุ ตรัยเวช / ภาพ Midnight Company

พะโล้พับลิชชิ่, มีนาคม 2019

ปล.1 โดยส่วนตัว คิดว่าบทส่งท้ายของบรรณาธิการท้ายเล่มค่อนข้างเป้นจุดด้อย อาจจะด้วยภาษาที่ใช้ ที่ลำลองมากๆ อันที่จริงบทส่งท้ายในหนังสือการ์ตูนก็มักเขียนด้วยภาษาแบบนี้แหละ แต่ด้วยการออกแบบ ช่วยให้มันแยกส่วนกว่านี้ (เช่น ตัวหนังสือเล็กลง หรือใช้ฟอนต์ที่เป็นลายมือ  หรือกระทั่งเป็นเท็กซ์สั้นๆ ตรงปีกปกก็พอแล้ว)

ภาพร่างท้ายเล่ม ตามขนบ

ปล.2 ปรูฟผิดเยอะ มีการเคาะวรรคที่ลักลั่น ไม่ค่อยเนี้ยบ และที่พลาดที่สุดคือเหมือนไม่ได้ปรูฟบนอาร์ทเวิค มีเท็กซ์ท้ายบทพิมพ์ทับไปบนตัวจบบทด้วย

 ปล.3 พูดถึงจิตกรรม — ใน My name is Red ของ ออร์ฮาน ปามุก พูดถึงโลกทรรศน์สองแบบระหว่างจิตรกรรมอิสลามและจิตกรรมเวนิส (สาวงามในศิลปะอิสลาม ต้องมีหางตาชี้ เพราะนี่คือสเตอริโอไทป์ของ ‘หญิงงาม’ ซึ่งได้อิทธิพลมาจากศิลปะจีน แต่จิตรกรรมเวนิสคือการวาดภาพพอเทรต และภาพหญิงงาม ก็คือภาพเหมือนของหญิงงามมีเลือดมีเนื้อจริงๆ) ส่วนในไลท์โนเวลเล่มนี้ เรมบรังด์ก็วาดภาพเหมือนนั่นแหละ แต่ประหลาดดีที่มังงะอาร์ทแบบไลท์โนเวล คือการหวลกลับไปสู่ ‘โลกของแบบ’ ที่มีสเตอริโอไทป์ของสาวงามหนุ่มหล่อมีหน้าตาเป็นบล็อคเดียว — เหมือนศิลปะยุคออตโตมันเลยแฮะ

A random guy with a gun

I don’t trust a mass

They’re just a bunch of idiot

Too lazy, too poor, too naive, too young

(Except me and a few fellow, who driven this ship by direct tax — VAT not included)

I trust a man

or rather say, I trust a random guy with a gun

To drive this huge ship

A random guy with a gun approved by a random man with the blood

I trust him and his fellows

Even this ship is drive by pirates

Who raped my wife

My child

My ass

I trust him because i don’t trust anybody else

Good side of this story: A pirate’s gun was so gentle, it filled up my emptiness

ซุก

พรมบ้านฉันเป็นวัตถุมหัศจรรย์

ข้างใต้มันเป็นสเปซแอนด์ไทม์ไร้ขอบเขต

ซุกกองทัพไว้ได้ทั้งสามเหล่า

ซุกพวกเขา-พวกเราไว้ได้ทั้งสองฝ่าย

ซุกสถาบันอันล่วงละเมิดมิได้ไว้มากมาย

ซุกไว้ข้างใต้เคียงคู่ฝุ่นละออง

สัญญากับปีศาจ

ในที่สุดเขาทำสัญญากับปีศาจ แถมยังเพิ่งอ่าน คนโด มาริเอะ จบหมาดๆ ความอยากมินิมัลจึงไหลเวียนในเลือดอุ่น

รายละเอียดของสัญญานอกจากเรื่องวิญญาณ อันเป็นสัญญากับปีศาจภาคบังคับ (ซึ่งปีศาจเองก็ยังงงๆ ว่าวิญญาณกะพร่องกะแพร่งนี้มีราคาอันใด) ยังมีรายการแนบท้าย เป็นเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า หากครอบครองเป็นเจ้าของสิ่งใหม่ ข้าวของประเภทเดียวกันที่มีอยู่เดิม จะไหม้สลายกลายเป็นจุณ

“วิน-วิน เจ้าได้ของใหม่ แถมบ้านก็ไม่รก” ปีศาจยิ้มหวานขณะเขาก้มหน้าเซ็นสำเนาถูกต้อง

นับจากนั้นเขาเลยหวุดหวิดจะกลายเป็นผู้ต้องหาคดีวางเพลิง เนื่องจากหนังสือ นอน-ฟิคชั่นประเทืองปัญญาและรูปเล่มมีราคาของโอเพ่นบุ๊คส์จากงานหนังสือคราที่แล้วนั้น ยังไม่ได้แกะซีลพลาสติก

ปีศาจไม่ได้บอก ว่าไฟนรกที่ลุกได้เองตามเงื่อนไขสัญญาเลือด ดันลามไปติดข้าวของอื่นๆ ได้ด้วย

นั่นยังไม่ร้ายเท่าวันหนึ่งที่แฟนสาวของเขาเจ็บหน้าอกและมีไข้สูง ร่างเธอร้อนดั่งไฟ เลือดกำเดาไหลแม้กระทั่งยามนอนหลับ

เขาเศร้า และรู้ดีว่าหัวใจของเธอกำลังถูกไฟนรกเผาไหม้อยู่ภายใน เพราะเขาเพิ่งได้หัวใจใครคนหนึ่งมา

ปีศาจ ทำไมถึงป่าเถื่อนเพียงนี้ มองผู้หญิงเป็นสิ่งของครอบครองได้อย่างไร สงสัยในนรกคงไม่มีเฟมินิสต์

“gradient นั่นมันดูแปลกๆ”

สีรุ้งกับลูกกลิ้ง

ตอนนี้ สีรุ้งถูกทำเป็นปกหนังสือแล
ะสิ่งพิมพ์มากมาย เช่น Culture is not always popular (ของ Helfand และ Beirut) และ Lord of The Rings (ของ J.R.R. Tolkien) ซึ่งออกแบบโดย Matthieu Jeanson และแคตาลอกของ Ikea

ก่อนจะกลายเป็นดิจิทัล ในสมัยตัวตะกั่วและแท่นฉับแ
กละ การพิมพ์สี่สียังแพงมาก ดังนั้น เพื่อให้ได้งานที่แตกต่างแต่ใช้งบประมาณน้อย ช่างพิมพ์จึงใช้วิธีที่เรีย
กว่าการกลิ้งสี หรือที่ สตีเฟน เฮลเลอร์เรียกว่า rainbow roll ซึ่งเป็นเทคนิคที่มีมาตั้งแ
ต่ศตวรรษที่ 19 และใช้ในการพิมพ์ทั้งแบบเลต
เตอเพรส ออฟเซท และซิลค์สกรีน

ช่างจะเทหมึกสองสีตรงปลายสอ
งข้างของลูกกลิ้ง เมื่อเดินเครื่องให้มันกลิ้
งไป สีจะผสมกันเองและกระจายมาตร
งกลาง ซึ่งทำให้เกิดการไล่สีหรือก
ลายสีที่สาม ผลที่ได้คือสิ่งพิมพ์ที่คล้
ายถูกพิมพ์มาสามสี่ครั้ง แต่มีราคาเท่าการพิมพ์สองสี
เท่านั้น

(จาก facebook ของ ประชา สุวีรานนท์)
ถือเป็นการย้อนยุคหรือรำลึก
อดีต ในปี 1954 Massin ใช้เทคนิคนี้กับตัวพิมพ์สมั
ยเก่า ทำปกหนังสือชุด “L’Or” ของ Blaise Cendrars และตอนต้นทศวรรษ 1960s หลังจากที่ถูกมองว่าล้าสมัย
ไปแล้ว ถูกนำกลับใช้โดยศิลปินป๊อปอ
าร์ตและใช้กันมากในสิ่งพิมพ์ของขบวนการฮิปปี้ เป็นหนึ่งในสไตล์ที่เรียกว่
า “cheap chic”

โดยเฉพาะงานของ Beirut ทำให้นึกถึง Living by Design ซึ่งรวมผลงานของ Pentagram และออกมาปี 1978 

ส่วนของไทย ที่จำได้คือหนังสืออนุสรณ์ข
องโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลั
ย ชื่อ สมานมิตร ปีพ.ศ. 2514 (1971) และอาจจะถือว่านิตยสารชุดคว
ามรู้คือประทีปของวิตต์ สุทธิเสถียร และพ๊อกเกตบุ๊กรายเดือนของ ‘รงค์ วงศ์สวรรค์และเพื่อนหนุ่ม ก็อยู่ในเทรนด์นี้

สีรุ้งกลับมาอีกครั้งตั้งแต่ปี 2015 แอปเปิ้ล iOS 9 ทำวอลล์เปเปอร์สีรุ้งและมีโ
ปรแกรมที่ทำสีแบบนี้ 

ในแง่สิ่งพิมพ์ ดิจิทัลทำให้การพิมพ์สี่สีไ
ม่แพงกว่ากันสักเท่าไรแล้ว เทคนิคนี้จึงไม่ได้ถูกใช้เพื่อความประหยัดแต่เพื่อความ
สวยงาม และใช้โฟโต้ฉอพทำขึ้นก็ได้

รูป: หน้าหนึ่งในสมานมิตร ปีพ.ศ. 2514 

(จาก facebook ของ ประชา สุวีรานนท์)

จากโพสต์ของพี่ประชา เลยนึกถึงเรื่องสมัยเรียน

ซ้าย – MAD ABOUT ฉบับที่ 3 (ฉบับสุดท้าย) นิตยสารอันทะเยอทะยานของ โตมร ศุขปรีชา และ นิ้วกลม ออกแบบโดย วชิรา รุธิรกนก (Rabbithood)
ขวา – หนังสือ การตรวจพิสูจน์หลักฐานดิจิทลัสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย จัดพิมพ์โดย เครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen) ออกแบบโดย วิชิต หอยิ่งสวัสดิ์ (Zig-Zag)

จะเก๋หรือเชยเป็นเรื่องของบริบทโอบล้อม ไม่ใช่เรื่องของตัวมันเองสักเท่าไหร่

เทคนิคไล่สี (gradient) เมื่อช่วงประมาณปี 2002- 2007 ในโรงเรียนออกแบบกราฟิกแถวสามย่าน มีนัยของการเห่อเครื่องมือ ใครใช้ก็เหมือนมีป้ายแปะหน้าว่า เพิ่งรู้จักอิลัส (Adobe Illustrator ซอฟแวร์ทำภาพประกอบแบบเวคเตอร์)

และในหลักสูตรเก่าของโรงเรียนออกแบบแห่งนั้น เราต้องเรียนวิชา textile design ด้วย มีคลาสหนึ่ง ต้องทำชิ้นงานซิล์คสกรีนลงบนผ้า ปาดสีด้วยลูกกลิ้ง จำได้ว่ามีกลุ่มหนึ่งใช้วิธีเทสองสีลงไปในบล็อกไม้ เมื่อกลิ้งสีปาดบนผิวผ้า ก็จะได้สีแบบ gradient เช่นกัน เพื่อนกลุ่มอื่นๆ ต่างว้าว (แม้งานสุดท้ายอาจจะเลอะเทอะ แต่การทดลองขั้นตอนระหว่างทางต่างหาก ที่น่าตื่นเต้น) 

แต่สติปัญญาข้าพเจ้าตอนนั้นยังมองไม่เห็นความเชื่อมโยงที่ชัดเจนนี้ และแทบไม่มีใครใช้การไล่สีแบบนี้ในงานออกแบบกราฟิกของตัวเอง

(ยกเว้นบางรายที่หัวก้าวหน้า นิยมกัญชาและงานไซคีเดลิก แต่ในบริบทโรงเรียนออกแบบแถวสามย่านใน พ.ศ. นั้น ก็เรียกว่า niche มาก)

หลายปีผ่านไป apple ปรับ ui ใหม่ และ John Ive ก็เสพติดการไล่สีอย่างจัง (นับจาก iOS 7 และหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ) เหมือนเมาปุ๊นตลอดเวลา ขัดกับลุคคนถือไอโฟนในสื่อโฆษณา ที่ไม่เห็นมีใครตาเยิ้ม

เปรียบเทียบไอคอนของ iOS 6 และ iOS 7
ภาพจาก http://applenapps.com/feature/ios-7-vs-ios-6-comparing-the-home-screen-stock-app-icons

วันหนึ่ง ธงรุ้ง LGBT ก็กลายเป็นวัฒนธรรมพ็อพ และแมส แสดงถึงความใจกว้าง

Instagram เปลี่ยนโลโก้

โทรศัพท์มือถือแบรนด์เกาหลีและจีนออกรุ่นสีเหลื่อม 

คือถ้ามันกลายเป็นคอนซูเมอร์โปรดักท์ได้ ก็ไม่ต้องถามถึงการยอมรับอะไรอีก

ส่วนมันจะเก๋หรือมันจะเชย คงไม่มีคำตอบง่ายๆ ฟันธง ก็แหม นี่มันปีอะไรแล้ว เราไม่ได้มีใครทรงอิทธิพลชี้นิ้วชักนำรสนิยมกันได้ง่ายๆ เหมือนก่อน

และความหมายทางภาพของอะไรต่อมิอะไรก็พัวพันยุ่งขิงกันไปหมด

ร้านหนังสือพิมพ์

แวะมาบ้านแม่ ขากลับจึงรอสองแถวตรงร้านพี่หนุ่ม แผงหนังสือพิมพ์เจ้าประจำยามเด็ก

เราเรียกว่า ร้านหนังสือพิมพ์ แต่เอาเข้าจริงแกขายแทบทุกอย่าง ขนมถุง ของเล่น วาเลนไทน์ขายดอกกุหลาบ สติ๊กเกอร์หัวใจ บุหรี่ หมากฝรั่ง มีกระทั่งตลับเกมและเครื่องคอนโซล (ซูเปอร์แฟมิค่อม เมกาไดรฟ์)ให้เช่าไปเล่นที่บ้าน ร้านแกจึงเป็นเหมือนความฝันในวัยเยาว์

ยี่สิบกว่าปีผ่านไป วันนี้ยืนคุยกับแกสักพัก พี่หนุ่มวันนี้หกสิบแล้ว แต่ยังหนุ่มเหมือนเดิม (แกว่างั้น) แม้จะบ่นๆ นิดหน่อยยามปรายตาไปยังแผงที่เคยแน่นขนัด นิตยสารปิดตัวไปกว่า 60% หนังสือพระยี่สิบกว่าหัวเหลือเพียงสี่หัว การ์ตูนไม่เหลือเลย 

ชั้นการ์ตูนเช่า-นิยายเช่า ด้านในที่เคยใช้บริการเป็นลูกค้าประจำในวัยเยาว์ก็ถูกปรับ เปลี่ยนสินค้าเป็นนมกล่อง UHT ขนม และของจุกจิก

“กำลังปรับตัวลองสินค้าใหม่ๆ น่ะ” พี่หนุ่มบอก

ก่อนจาก นึกอยากซื้อนิตยสารสักเล่ม จากตัวเลือกทั้งหมดในแผง ผมหยิบ a day ปก บอย โกสิยพงษ์ กลับมาด้วย

พี่หนุ่มในมุมประจำของเขา
(ถ่ายด้วย Yashica-d ฟิล์ม Lomography Color Negative 800 หมดอายุราวๆ ปี 2015)

เราเคยเป็นคนหวงอดีต ตอนนี้ไม่แล้ว

วันนี้ #10yearschallenge กันล้นหลาม ส่วนมากเป็นรูปตัวเอง ตอนนั้นเทียบกับตอนนี้ ข้าพเจ้าเลยนึกสงสัยเหมือนกันว่าสิบปีก่อนเรากำลังทำอะไรอยู่

ภาพถ่ายคือหลักฐาน ของวินาทีที่ถูกแช่แข็งด้วยไนโตรเจนเหลว

นอกจากภาพ คือสตอรี่ แม้จำไม่ได้ชัดๆ แต่คิดว่าคงเขียนบันทึกเป็นกิจวัตร อาจไม่ทุกวันแต่ก็มักกักเก็บโมงยามที่กระทบใจไว้เสมอๆ — เหมือนคนหวงความทรงจำ เพราะกลัวว่าจะลืม สิ่งละอันพันละน้อย ที่บันทึกไว้ก็เรื่องธรรมดาๆ ทั้งนั้น น้อยนักจะมีความคิดคมคายคล้ายปัญญา

แต่เราก็หวงแหนมันเหลือเกิน

กระทั่งสิบปีผ่านไป.. ไม่สิ หกเจ็ดปีเท่านั้นล่ะ สักสามปีหลังที่เหมือนห้วงยามอันสูญหาย ความทรงจำย้ำซ้ำรอยจนเราชินชากับเรื่องราว มันไม่กระทบใจหรือ? กระทบสิ แต่มันกระแทกแล้วผ่านไป เหมือนสายน้ำ

เราปล่อยมันไหลผ่านไป ใช่ว่าไม่รู้สึกรู้สา หรือว่าไม่ห่วงแหน แต่น่าจะเพราะผิวที่หนา หนังที่ด้าน และปลายประสาทที่ขาดวิตามิน

แล้วสิบปีข้างหน้าล่ะจะเป็นยังไง

คาราโอเกะเลี้ยงส่งลีนาร์ ปี 2009

Heaven & Hell – ปราบพาทัวร์สวรรค์นักเล่น

บังเอิญเจอคุณปราบที่ร้านกาแฟตรง mrt กำแพงเพชร พี่แกเลยพาไปแฮงค์เอาท์ตามสไตล์คนที่เดินเจเจมาสิบปี แต่เดินโซนเดิม ซอยเดิม

ซึ่งก็เดิมจริง คุ้นเคยจริง คุณปราบเดินเข้าซอกเจอใครก็ทักทายหวัดดีเขาไปทั่ว และรื้อคอลเลคชั่นเมทัลสนุกสนาน เปิดแผ่นนู้นนี้ให้ข้าพเจ้าฟัง ตั้งแต่เมโลดิกเดธ ยุคเก้าศูนย์กลางๆ มาจนถึงแบล็คเมทัลวงไทย

แทรค 13 – วง LOST ในตำนาน…

พี่นาถเจ้าของร้านมาคุยด้วย ถามไถ่ว่า XXX เป็นลิเบอรัลใช่มั้ย แหม่ ข้าพเจ้าไม่ทันตั้งตัวแต่ก็ตอบรับ แล้วพี่แกก็ยิ้มบอกว่า “พวกเดียวกันๆ”

คาสเซ็ทก็เยอะ
โฉมหน้าคุณปราบ ที่ทุกคนไม่ว่าจะเฮียร้านเบียร์ บังร้านแผ่น ฯลฯ ต่างเรียกว่า ‘จารย์

นั่งจิบลีโอ ฟังเพลงสักสี่ห้าแผ่น (จารย์เลือกแทรคให้) ก็มูฟออกมาโซนด้านนอก ตรงนี้มีอีกร้านที่ใช้ชื่อเดียวกันแต่แยกกันขาย ตรงด้านนอกนี้เปิดได้ดึกกว่า

สักพักตรงนี้ก็กลายเป็นคอมมูนิตี้ มีทั้งนักฟัง นักสะสม นักดนตรี ที่ผันตัวมาเป็นนักเล่นแผ่น พวกเขานั่งแฮงค์เอาท์มองดูผู้คนเดินผ่านไปมา มีคนมาถามหาแผ่นนู้นแผ่นนี้บ้าง

สักพัก หนุ่มไต้หวันเดินมาถามหาแผ่นซีดีหมอลำแบบออริจินัล เจ้าของร้านบอกว่ามีแค่หมอลำคอนเทมฯ พี่แกบอก งั้นเอาคาราบาวก็ได้

ส่วนหนุ่มญี่ปุ่นเดินมาถามหาบอดี้สแลม ทั้งร้านมีแผ่นเดียว (อัลบั้ม บีลีฟ) พี่แกบอกว่า ชุดนี้มีแล้ว อยากได้บั้มเก่าๆ

ส่วนข้าพเจ้า นอกจากจะได้ทัวร์เจเจในมุมที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน คุย (ที่จริงต้องบอกว่า นั่งฟัง) กับคนที่เพิ่งพบหน้าแต่คลื่นความถี่โอเคน่าอยู่ใกล้ ก็ได้แผ่นเดิมๆ แก้คิดถึงกลับบ้าน คือ OK Computer สภาพเนียนกริ๊บ และได้ลองวงอินดี้ไทย ปกสวยดี เพิ่งออกใหม่ แต่ซาวด์ย้อนสมัยประหนึ่ง แฟต เรดิโอ ปี 44 (สมัยเปิดเพลงฟังในสตูฯเขียนแบบ)

ก่อนแยกตัวกลับ เจอพี่นาถอีกทีตรงร้านด้านนอก แกบอกว่า ถ้ามีโอกาสหวังว่าจะได้เจอกันอีกในคอนเสิร์ต MAD – Metal Against Dictatorship

นี่ไม่ใช่น้ำเฉาก๊วย: visual language ของขวดน้ำดื่ม

ความเคยชินคือศัตรูของความคิดสร้างสรรค์

เราเคยชิน ว่าน้ำดื่มบรรจุขวดจะต้องเป็นขวดพลาสติกใส หากบรรจุในขวดพลาสติกขุ่นเป็นน้ำดื่มภูธร ไม่น่าไว้ใจในความสะอาด

เราถูกทำให้ชินในรูปทรงเดิมๆ ของขวด เพราะการเปลี่ยนแม่พิมพ์ขึ้นรูปพลาสติกเป็นการเพิ่มต้นทุน

เราเคยชิน กับการเชื่อมโยงแบบง่ายที่สุด ขวดใส = สะอาด น้ำใส = บริสุทธิ์

ในแบบร่าง แบบมอคอัพ ไอเดียในตะกร้าฝุ่น มีแบบบรรจุภัณฑ์น้ำดื่มเป็นร้อยเป็นพันแบบ อาจล้ำโลกกว่านี้มากนัก แต่มันไม่ได้ถูกผลิตจริงในระบบอุตสาหกรรม

เพราะนักการตลาดบอกว่า ไม่ได้ เดี๋ยวคนสับสนว่านี่เป็นน้ำเฉาก๊วย

นักออกแบบบอกว่า ก็แล่วแต๊…

นักการตลาดอีกคนอาจบอกว่า งั้นทำสีอื่นๆ ก่อน ออกเป็นเทรนด์สีตามฤดูกาล ตามธีมเลย เป็นแคมเปญส่งเสริมการขาย

ขวดชมพู ไม่ใช่นมสตอเบอรี ขวดน้ำตาล ไม่ใช่ชาเย็น ขวดเขียว ไม่ใช่ชาเขียว และแต่นอน ขวดดำ ไม่ใช่เฉาก๊วย

ทั้งหมดคือน้ำเปล่า

เจ้าของธุรกิจสวมหมวกนักลงทุน เขาต้องคิดคำนวนราคาที่ต้องจ่าย

อย่างน้อยที่สุด ยังดีที่เรื่อง ‘เครื่องแบบ’ ของขวดยังมีที่ว่างเพื่อการถกเถียงได้ ไม่มีกระทรวงทบวงกรมใด ห่วงใยแกมบังคับ ให้น้ำดื่มบรรจุขวดสวมยูนิฟอร์ม ‘ด้วยความห่วงใยในความบริสุทธิ์สะอาดใสของน้ำ เราจำต้องบังคับให้ทุกขวดผลิตด้วยพลาสติกใส’

“ถึงขวดไม่ใส แต่น้ำสะอาดนะครับ สีและพลาสติกที่ใช้ก็ปลอดภัยด้วย”

“ไม่ได้ ต้องใสเท่านั้น นี่คือกฎ”

“…”

. . .

นักออกแบบคนหนึ่งสงสัยว่า เราจะผลักดันวงการดีไซน์ได้อย่างไร

อาจจะเริ่มอย่างง่าย ด้วยการฉุกคิดก่อนทำอะไรๆ ตามความเคยชินของตัวเอง

แล้วค่อยๆ ดัน ความแตกต่างทีละนิด ทีละนิด เพื่อเป็นตัวเลือกแก่ผู้คนในสังคม เราอย่าไปดูเบาว่าพวกเขาเหล่านั้นพอใจกับสิ่งเดิมๆ ที่เป็นอยู่นี้

สุดท้าย ผู้บริโภคจะบอกเองว่าซื้อไอเดียนี้มั้ย

(แต่ถ้าเป็นความเคยชินในการบังคับใช้อำนาจ เรื่องก็คงเป็นอีกแบบหนึ่ง)

https://www.red-dot.org/de/project/sprinkle-drinking-water-20712/

เช้าวันนี้

ตื่นไม่เช้าไม่สาย เวลาเดิม กอดคนนอนข้างๆ แล้วล้างหน้าลงมาเอาจักรยาน

วันนี้ฟ้ามีเมฆเกลื่อนกลาด

ปั่นไปสนามกีฬา ยามเช้ามีแป้นบาสว่างๆ

ถ้าใช้เพียงมือขวาบังคับทิศทาง จะแม่นกว่า แต่มือขวาข้างเดียวก็แรงน้อยเหลือเกิน ลูกบาสลอยไปไม่ถึงห่วงหากยืนถึงระยะสามแต้ม

ถ้าใช้สองมือก็เล็งยาก อันที่จริงควรใช้บ่อยๆ เพราะร่างกายซีกซ้ายกลายเป็นตัวถ่วงของชีวิต

ซ้ายจะได้แข็งแรงขึ้น

ชู้ตสักพัก เลย์อัพนิดหน่อย วิ่งรอบสนามอีกสิบนาที

คนมาออกกำลังกายตอนเช้าเยอะเหมือนกัน ส่วนมากเป็นลุงๆ ป้าๆ วัยเกษียณ

ขากลับแวะดื่มกาแฟหนึ่งแก้ว เจอพี่หมีเจ้าของร้าน (ซึ่งแกคงไม่ได้ชื่อหมีหรอก แต่ชื่ออะไรไม่รู้)

กลับมาอาบน้ำ ไปทำงาน 10.30 พอดี.