ซึมเศร้าซอง#1 20 ปีของ Six / Mansun

อัลบั้มที่ 2 ของบริตพ็อพคณะหนึ่งชื่อ Mansun แต่ชื่ออัลบั้มว่า Six

และชื่อนี้แหละ คือแทรคแรก

20 ปีที่แล้วขณะยัดตลับคาสเซ็ทเอนหลังฟังวอล์คแมน เราไม่เข้าใจหรอกว่า พอล เดรเปอร์ บ่นบ้าอะไร รู้แต่ว่าสำเนียงของเขายียวนกวนประสาท และเสียดสีอย่างคนบาป (I’m emotionally raped by Jesus, but i’m still here – อาจจะเขียนถึงเพลงนี้ในคราต่อไป)

แต่เวลาติดปีกบินไวเหลือเกิน ตอนนี้เราพ้นวัน Sick ของโรคร้ายประจำวัยนั้นแล้วมั้ง แต่ทำไมมันถึงติดในความทรงจำขนาดนี้ก็ไม่รู้

อาจจะเพราะว่าโลกยังเหมือนเดิม และการประนีประนอมต่างๆ นั้นยังชวนอาเจียนไม่เสื่อมคลาย

ฟังเพลงก่อนแล้วกันนะ

แทรคแรกปาไป 8 นาทีกว่า และบรรทัดจากนี้คือเนื้อหา

And you see, I kind of shivered to conformity
Did you see the way I cowered to authority
You see, my life, it’s a series of compromises anyway
It’s a sham, and I’m conditioned to accept it all, you see

(รู้ว่ามันยากเย็นที่จะแปล แต่ก็อยากลองดู)

อย่างที่เห็นน่ะ ผมมันพวกตัวสั่นต่อความสมานฉันท์
เห็นมั้ยล่ะ ตอนที่ผมค้อมตัวต่ออำนาจ
ก็ชีวิตคือการประนีประนอมแต่ละเรื่องๆ ไล่เรียงกันไป
มันปลอมละเกิ๊น แต่เห็นมะ ว่านี่คือเงื่อนไขทุกข้อที่ผมต้องยอมรับ

เกินกว่าที่เคยมี
เกินกว่าที่มีอยู่
เกินกว่าที่ใช้ไป
เกินกว่าที่ต้องการ
เกินกว่าจะจ่ายไหว

เกินที่ผมจะออกๆ ไปก่อน
ศาสนาของผมถูกขังกรง

Safe from progress, purgatory I know
How does this affect me
Emotionally affect me

ปลอดภัยจากความก้าวหน้า
นรกแหงๆ ผมรู้
มันมีอิทธิพลต่อผมยังไงนะ
มันเร้าอารมณ์เหลือเกินนะ

พวกเขาจะปล่อยผมไปไหม
พวกเขาจะปล่อยผมไปไหม
พวกเขาจะปล่อยผมไปไหม
ดุลยภาพเสียสมดุลอีกแล้วสิ

I feel no pain
I feel no…
I feel no pain
The Jabberwocky haunts me, in my memory it’s caged

ผมไม่รู้สึกเจ็บ
ผมไม่รู้สึก…
ผมไม่รู้สึกปวด
จาบาว็อค*หลอนผม ในความทรงจำ มันถูกขัง

ผมไม่รู้สึกเจ็บ
ผมไม่รู้สึก
ผมไม่รู้สึกปวด
แต่ถ้าคุณชกท้องผมสักทีก็คงจะรู้สึกอีกครั้ง

Life is a compromise anyway
Life is a compromise anyway
Life, it’s a compromise anyway
Life, it’s a compromise anyway
And it’s a sham, and I’ll accept it all

ชีวิตแม่งคือการประนีประนอม
ชีวิตแม่งคือการประนีประนอม
แล้วมันก็โคตรปลอม แถมผมยังยอมรับมันทั้งหมดอีก

And you see, I kind of shivered to conformity
Did you see the way I cowered to authority
You see, and my life, it’s a series of compromises anyway
It’s a sham, and I’m conditioned to accept it all, you see

(More) than I had before
(More) than I’ve presently got
(More) than I’ll ever use up
(More) than I really need

(More) than I could possibly spend
(More) than I’ll ever use up
(More) than I really need
It’s more than I can spare
My religion is caged

อย่างที่เห็นน่ะ ผมมันพวกตัวสั่นต่อความสมานฉันท์
เห็นมั้ยล่ะ ตอนที่ผมค้อมตัวต่ออำนาจ
ก็ชีวิตคือการประนีประนอมแต่ละเรื่องๆ ไล่เรียงกันไป
มันปลอมละเกิ๊น แต่เห็นมะ ว่านี่คือเงื่อนไขทุกข้อที่ผมต้องยอมรับ

เกินกว่าที่เคยมี
เกินกว่าที่มีอยู่
เกินกว่าที่ใช้ไป
เกินกว่าที่ต้องการ
เกินกว่าจะจ่ายไหว

—-

เพลงนี้มี mv ด้วยนะ

แต่ดูเสร็จคิ้วย่อมขมวดและเราก็มีคำถามเหมือนยูทูเบอร์คนหนึ่ง

Q: Why your music video is so suck?

A: Life is a compromise, anyway

ยังไงก็ตาม ดีใจด้วยที่อายุยืนผ่านวันวัยมาได้โดยไม่โดดสะพานเสียก่อน

และถ้าคุณสงสัยว่าความชรานั้นร้ายกาจเพียงใด คุณเห็นมันได้อย่างชัดเจน ยาม พอล เดรเปอร์ (ผู้ปัจจุบันออกอัลบั้มเดี่ยว กำลังทำชุดที่สอง รอดตายจากมะเร็งชื่อประหลาด bowenoid malignancy ไว้เคราอย่างหมี) เล่นเพลงเก่าของวงร็อค ที่เขาแต่งเองในชีวิตเก่าก่อน

เสียงกระหึ่มร้องตามของเหล่าแฟนๆ คือสิ่งเดียวที่ยังช่วยโอบอุ้มบทกวีของเขาไว้ได้
แต่ เหมือนไม่มีใครถือสาหรอกนะ

ก็ความชราเป็นเรื่องธรรมชาติ.

Advertisements

Bamseom Pirates Seoul Inferno

Bamseom Pirates Seoul Inferno – บอมโซมไพเรทส์ นรกกลางกรุงโซล

สารคดีตามติดวงพังค์โคตรอินดี้ ที่กวนประสาทใช้ได้ เนื้อเพลงเป็นบทกวีเสียดสี (ฉันหิวน้ำ เทพแห่งภูเขาโผล่ออกมาเยี่ยวกับขี้ให้ดู เลือกเอาว่าจะกินขี้หรือกินเยี่ยว)บางเพลงก็สรรเสริญคิมจองอึน คือทำทุกทางที่ disturb คนเกาหลีใต้น่ะ

แต่พอร้องสำรอกแบบ grindcore คนฟังก็ไม่รู้เนื้อใช่มะ พี่แกเลยแก้ปัญหาด้วยการที่ทุกโชว์จะเล่นพร้อมฉายเพาเวอร์พอยท์ไปด้วย ซึ่งก็ออกแบบหน้าตาแบบใช้เทมเพลทสำเร็จรูป เหมือนพรีเซนเทชั่นบริษัทเสร่อๆ เป๊ะๆ

หนังก็เดินตามความห่ามทำนองนี้ แต่ครึ่งหลังพอวงโดนการเมืองเล่นอย่างจริงจัง (ผู้จัดการวงที่เป็นเพื่อนสนิทกับคนแต่งเพลง ดันถูกจับข้อหาละเมิดกฎหมายความมั่นคง — เขารีทวีตข้อความจากคนเกาหลีเหนือ) หนังก็แทบกลายเป็นอีกเรื่อง ซึ่ง คนดูก็เหวอมาก พอๆ กับสีหน้าของ ควอน (มือกลองนักแต่งเพลง) ยามต้องอธิบายความหมายและนัยยะของเนื้อเพลงบูชาคิมจองอึนที่เขาเขียน

แต่ทีเด็ดจริงๆ คือ QA กับผู้กำกับตอนท้าย ปกติการคุยผ่านล่ามมักตะกุกตะกัก แต่แกกวนมาก และทุกประโยคที่ตอบมีลูกกวนตีนแถมพกให้เสมอ ตั้งแต่การที่บอกว่า หนังทุกเรื่องขาดทุน แต่ขาดทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นะ นับว่าเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง – คติของผมคือ ถ้าจะพัง ก็พังให้สุด – นับว่าบันเทิงดีมาก

คนที่โดนคดีก็ตั้งคำถามน่าสนใจมาก เขาไม่ได้อ้างคำว่าฟรีสปีช (เหมือนที่คนอื่นที่โดนคดีนี้มักจะอ้าง) เขาบอกว่า การที่ผมล้อเล่นกับคิมแบบนี้ ถ้าอยู่เกาหลีเหนือ ผมโดนประหารแน่ๆ แต่นี่ผมอยู่เกาหลีใต้ ประเทศประชาธิปไตย ทำไมผมถึงยังโดนจับ

ที่ไหนๆ ก็มี taboo เป็นของตัวเองเนาะ..

ปล ที่ชอบที่สุดเวลามี QA หลังสารคดี คือ เราจะได้รู้ว่าซับเจกต์ในหนัง หลังหนังจบ ชีวิตเขาเป็นยังไงต่อบ้าง

Non-fiction diary by Jung Yoon Suk

กลุ่มวัยรุ่นหกคนในนามแก๊งค์จีจอน ก่อคดีฆาตกรรมอย่างโหด พวกเขาตั้งใจจับ ‘คนรวย’ มาฆ่า ในรังของแก๊ง อันเป็นบ้านสีชมพูหน้าตาธรรมดาในย่านชนบทยากจน บ้านเกิดของพวกเขา

แต่ห้าศพที่พวกเขาลักพาตัวไปทรมานและฆ่าทิ้ง บ้างก็เอาเนื้อมากิน! โดยมากไม่ได้เป็นคนรวยจริงๆ แค่ผู้ประกอบการรายเล็กๆ

นั่นเป็นเรื่องในช่วง 90s ที่มีเหตุพินาศอีกสองเรื่องที่หนังเก็บมาเล่า หนึ่งคือสะพานถล่ม (ตาย 32) และอีกหนึ่งคือห้างซัมปุงในกรุงโซลถล่ม คนตายมากมายกว่า 500 มีการเก็บซากตึกไปทิ้งที่หลุมขยะ แล้วดำเนินการค้นหาศพต่อที่หลุมขยะอีกเป็นเดือนๆ ภาพฟุตเทจช่วงนี้แม้ไม่มีวิชวลเลือดสาดหรือศพให้เห็นจะจะ แต่ก็น่าอึดอัดและสะท้อนความหวาดกลัวจนไขสันหลังเย็นเฉียบ

ผู้กำกับบอกว่า มันเป็นเรื่องที่แปลก แก๊งค์จีจอนตั้งใจฆ่าคนรวย แต่ก็ฆ่าได้แค่คนธรรมดา ส่วนคนรวยจริงๆ กลับตายในซากตึกถล่ม โดยความเลินเล่ออย่างตั้งใจของเจ้าของห้างที่ก็เป็นคนรวยเหมือนกัน

“ในระหว่างการรีเสิร์ชข้อมูลต่างๆ ของแก๊งค์จีจอนผมก็ยิ่งพบรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ .. คือสมาชิกคนที่อายุน้อยสุดเนี่ย เขาอายุมากกว่าผมสามปี ผมพบว่าผมกับเขามีอะไรหลายอย่างเหมือนกัน เช่น เพลงที่ชอบคือเพลงเดียวกัน

“คนมักจะถามว่า ทำไมวัยรุ่นกลุ่มนั้นจึงทำสิ่งนั้น แต่ผมว่านั่นไม่ใช่คำถามที่สำคัญเลย ในระหว่างการทำหนัง คำถามที่ผมถามตัวเองบ่อยๆ ก็คือ เราเหมือนกันขนาดนั้น แต่ทำไมเขาเป็นฆาตกร ส่วนผม เป็นผู้กำกับภาพยนตร์”

หนังมีไอเดียหลักที่ critical มากๆ และจากจุดที่แหลมคมที่สุด ก็จับไปได้หลายมุม ทั้งทรรศนะต่อการลงโทษประหารชีวิต (สัมภาษณ์ตำรวจเจ้าของคดีนี้ อนุศาสนาจารย์ในเรือนจำ รวมถึงเพชรฆาต) ความโสมมของทุนนิยม การแย่งชิงกันเผยแผ่อิทธิพลของศาสนา (แก๊งค์จีจอนเป็นเคสแรกของเกาหลี ที่กล่าวว่า นี่เป็นการกระทำของปีศาจ) การนิรโทษกรรมอดีตผู้นำเผด็จการที่ถูกตัดสินประหารชีวิต ฯลฯ

หนังมีการเปรียบเทียบที่โหดสัสเยอะมาก จริงๆ อยากให้ลองหาดูกันเพราะรายละเอียดค่อนข้างเยอะ เหมือนจะมีใน netflix (แต่ไม่ใช่ที่สมัครในไทย)

ดูหนังจบแล้ว คุณอาจจะหยิบ Korea: the impossible country ที่ สนพ openworlds แปล มาอ่านต่อ เพราะหนังเรื่องนี้ช่วยเติมชิ้นส่วนที่โสมมและน่าขนลุกลงในภาพใหญ่ของเกาหลีในวันนี้—ประเทศเอเชียที่พัฒนาแล้ว

Q: ส่วนตัว คุณมองเกาหลีว่าเป็นยังไง

A: พังแล้ว (ฮา) ส่วนไทย ผมว่า กำลังพัง (ฮาาาา)

Girls Don’t Cry: พักสายตาที่หนังสารคดีเรื่องหนึ่ง

1

มองและถูกมอง

Ota don’t cry

ส่วนที่ชอบที่สุดในหนัง คือฉากประกบ end credit เมื่อเหล่าเมมเบอร์จ้องมองตัวเองในวันแรก มูฟวี่สกรีนแบ่งเป็นสองจอขนาดเท่ากัน ไร้เสียงบรรยาย ซ้ายคือคลิปจากวันออดิชั่นในช่วงของการ ‘นำเสนอตัวตน’ สร้างความประทับใจแก่เหล่าผู้คัดเลือก ขวาคือ ‘ตัวตนที่ถูกตัดแต่ง’ ด้วยกรรไกรคมเวลาหนึ่งปี

หนึ่งปีกว่าๆ นั้น อาจมีชิ้นส่วนที่ไม่ได้ใช้ บรรจุอยู่ในแววตา

สายตาที่พวกเธอส่งออกมา บ้างก็ดูช่างแปลกหน้า เหมือนเธอไม่ได้กำลังดูตัวเอง บ้างดูเขินอาย ฉันทำอะไรลงไป บ้างยิ้มหัวให้กับตัวเราเมื่อปีก่อน เหมือนจะเปิดเผยแต่ก็ซ่อนเร้นไปในเวลาเดียวกัน

แต่มีสองสามสายตาที่ว่างเปล่า เหมือนก้มลงไปในบ่อน้ำ ลึกและมืด

ไม่จำเป็นต้องเดาว่าเจ้าของสายตานั้นรู้สึกอย่างไร เพราะไม่มีคำตอบ

คำตอบลอยอ้อยอิ่งอยู่ในสายตาของคนดู

ความเข้าใจเป็นเรื่องที่เรามักทึกทักเอาว่าเราเข้าใจ เหมือนที่เมมเบอร์พูด “คนข้างล่างก็ไม่เข้าใจคนข้างบนหรอก” และกลับกัน

จากฉากที่ว่านี้ เราจินตนาการต่อถึงฉากที่ไม่มีอยู่จริง เราอยากดู BNK48 react on Girls don’t cry เมื่อกล้องจับภาพเด็กสาวกลุ่มนี้กำลังดูหนังสารคดีเสี้ยวชีวิตของพวกเธอเอง แบ่งเป็นสองจอซ้ายขวา ตลอดเวลาเกือบสองชั่วโมง

2

มองสูง-มองต่ำ

จงแสดงวิธีทำ

ทุกคนอยากรู้คำตอบ ทำยังไงถึงจะได้เป็นเซมบัตสึ เป็นตัวจริง เป็นคนที่ถูกเลือก เป็นที่นิยม เป็นพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมาก เป็นเพลงที่ฮิต เป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลก หรือขอแค่เป็นคนที่ใช่

ในวงไอดอลที่ใช้ระบบของ 48 กรุ๊ป ปัจจัยมีทั้งที่เปิดเผยได้และเปิดเผยไม่ได้ (และไม่ใช่เรื่องที่ต้องเปิดเผย) แต่สิทธิ์ขาดสุดท้ายย่อมมาจากผู้บริหาร ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจ เพราะฉะนั้น ถ้าคุณอยากกำหนดเซนบัตสึจริงๆ หรือกระทั่งกำหนดเซ็นเตอร์ พูดแบบสุดโต่งเลยนะ คุณสามารถใช้อำนาจในทางลับได้ เช่น เอาปืนจี้หัวผู้บริหารและผู้ถือหุ้นในห้องปิดตาย (แน่นอน สถานการณ์ที่กล่าวมาไม่ไลฟ์ให้ใครเห็น)

แต่นั่นเป็นคนละเรื่องกับการได้เป็นที่นิยม

และนั่นยิ่งไม่ใช่หนทางสู่ความสำเร็จ เพราะ ‘วิธีการ’ ทำลาย ‘เป้าหมาย’ โดยตัวของมันเอง

เป้าหมายจึงมีสองแบบ คือ แบบที่มีฮาวทูชัดเจน (ร้องเพลงดี เต้นดี มันมีวิธีซ้อม) และแบบที่ซับซ้อนหลายตัวแปร และเสี่ยงต่อการทำลายตัวเอง (ความนิยม — ฉันต้องทำตัวยังไง จะ ‘เป็นตัวของตัวเอง’ ยังไงดี)

3

มองตัวเอง

The Best Version of Me

ปัญบอกว่าจะ “เป็นปัญที่ดีกว่าเดิม”

ประโยคของปัญทำให้นึกถึงประโยคของดีน พระเอกจากหนังเรื่อง Blue Valentine (2010) กล่าวเพื่อรั้งภรรยาของเขาไว้

ดีนบอกว่า “เธอบอกว่าทั้งทุกข์และสุข เธอพูดงั้น มันคือคำสัญญา นี่ไง ตอนนี้ นี่คือคือตัวผมในวันที่แย่ที่สุด โอเค๊? นี่คือผมเวอร์ชั่นห่วยแตกที่สุดแล้ว … แต่มันกำลังจะดีขึ้น”

You said for better or for worse. You said that. You said it. It was a promise. Now, this is my worst, okay? This is my worst. But I’m gonna get better.

4

มองหน้าหาเรื่อง

Hate the game. Don’t hate the player.

โมเดลความสัมพันธ์แบบนี้จึงมีความรุนแรงของการแข่งขันเป็นพลังงานตั้งต้น มีแรงเหวี่ยง เกิดไดนามิกส์ สะสมโมเมนตั้มจึงเกิดความน่าสนใจ ดึงดูดเม็ดเงินจากเหล่าโอตะมาเป็นเชื้อเพลิง ชิ้นส่วนฟันเฟืองที่หมุนเดินเครื่องยนต์ ย่อมสึกหรอเพราะขบกัน เบียดกัน แต่องค์รวมคือการพุ่งทะยานของเครื่องยนต์นี้ เครื่องยนต์ที่เผาผลาญด้วยวันและวัยสิบปลายถึงยี่สิบต้นๆ

ถ้าเรามีโอกาส เราจะเดินเข้าไปในนั้นไหม หากรู้ทั้งรู้ว่ามันคือความโหดร้ายเคลือบน้ำตาล

“แน่นอน” เราตอบ

ในวันเปิดตัวภาพยนตร์ สายตาของรุ่นหนึ่งที่จับจ้องรุ่นสองขณะกำลังแสดงบนเวที เป็นบรรยากาศที่ยากจะบรรยาย

“เดี๋ยวก็รู้ 555” สมาชิกรุ่นหนึ่งบางคนเคยพูดไว้

เมื่อมีโอกาส สมองวัยรุ่นย่อมบงการให้เรากระโจนลงไปอย่างไม่ลังเล นี่เป็นเรื่องธรรมชาติ

การมีประสบการณ์ (ช่วยไม่ได้ที่บางส่วนก็เจ็บปวด) ดีกว่าการไม่มีประสบการณ์

“ถ้าไม่ได้เข้า BNK หนูก็คงกินๆ นอนๆ ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน” ใครคนหนึ่งพูด

อันที่จริง นี่ก็แค่เกมหนึ่งในเกมต่างๆ อีกมากมาย ในทุกเกมต่างก็ต้องการความพยายามทั้งนั้น

บางทีเราก็อยากใช้เวลา 8 วินาที กระซิบกับเธอในวันจับมือ ถ้าแพ้ในเกมนี้ก็ไม่เป็นไรหรอก ยังมีเกมอื่นที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากนะ

5

พวกนายก็ทำได้แค่มอง

so what, so what?

เมื่อจบในแต่ละวัน ก่อนความง่วงแสนหวานเข้าครอบครอง ถ้าเราเห็นว่าตัวเรากำลังคืบเคลื่อนสู่เราคนที่ดีกว่าเดิม ทีละนิด ทีละนิด

ในเกมหนึ่งหนึ่ง ความหวังที่สมจริงมีได้แค่นั้นแหละ

ในขณะที่เล่น ก็เอนจอยไปเถอะน่า.

Burning: นักวินาศกรรมในตัวเรา

Burning ดัดแปลงจากเรื่องสั้น Barn Burning ของฮารุกิ มูราคามิ แต่ผู้กำกับอีชางดงทำให้เรื่องราวแหว่งวิ่นที่ขับเคลื่อนด้วยปัจเจกบุคคลของมูราคามิ ‘ถูกมองเห็น’ ถึงความรุนแรงเชิงโครงสร้างได้ เหมือนหนังเรื่องนี้คือละครใบ้เรื่องหนึ่ง ที่ทุกท่วงท่าและกิริยาอาการต่างๆ เช่น การทำพาสต้าไปฟังเพลงไปในครัวแบบพินเทอเรสของเบ็น อาหารเช้ากลางวันเย็นร้านสะดวกซื้อที่จงซูกินแบบลวกๆ เสื้อผ้าม่อกๆ ที่ส่วมใส่ ที่อยู่อาศัย การดิ้นรนหางานของบัณฑิตจบใหม่สาขา creative writing การกู้หนี้บัตรเครดิตมาทำศัลยกรรมและเที่ยวแอฟริกาตามหาความหมายของชีวิตของแฮมี หรือการเป็นคนหนุ่มผู้ร่ำรวยในย่านกังนัมที่ไม่อาจรู้ว่าเขาทำงานทำการอะไรเหมือนในนิยาย เดอะ เกรท แกทสบี้

แล้วสิ่งที่เรามองไม่เห็น หรือเห็นตำตาแต่ลืมไปว่ามันมีอยู่จริง ก็คือสิ่งนี้

ไม่ เราไม่ได้พูดถึงการไปแอฟริกา ร่วมเต้นแบบชนเผ่ารอบกองไฟ เพื่อตามหาความหมายของชีวิต

เผาทำลายบางอย่างให้วอดวายเป็นจุณ เพราะเรามองไม่เห็นหนทางอื่นใด นอกจากการทำลาย เพื่อประกาศแนวคิด เพื่อประท้วง status quo เพื่อหวังถึงความเปลี่ยนแปลง แบบนักก่อวินาศกรรม 

คนกำพืดบ้านนอกเข้ากรุงอย่างจงซูและแฮมีกระเสือกกระสนด้วยการศึกษา มาเป็นแรงงานราคาถูก สวมนาฬิกาสีชมพูชิงโชคได้ที่ผลิตออกมาทีเป็นล้านๆ เรือนเพื่อเป็นขยะ 

คนที่อยู่ในชนชั้นมีอันจะกิน ย่อมต้องมองว่าแฮมีคือคนโง่ที่ไม่รู้จักเจียมกะลาหัว การครุ่นคิดถึงความหมายแห่งชีวิตนั้นเป็นอภิสิทธิ์ของคนมีเวลาว่าง แต่แฮมีแหกคอก เธอมีเวลาว่างเพราะเธอทำงานแค่เฉพาะตอนที่อยากทำ เวลานอกเหนือจากนั้นเธอเทคคลาสเรียนละครใบ้ นอนกลิ้งบนเตียงกับแมว รอช่วงเวลาที่แสงจากโซลทาวเวอร์สะท้อนเข้ามายังห้องเช่าแคบๆ ของเธอ

ในฉากนั้น เบ็นจึงมองน้ำตาของแฮมีด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ สนเท่ห์ และหลงใหล “พอไม่มีน้ำตา ก็เหมือนว่าความเศร้าไม่มีจริงเลยนะครับ”

ประโยคนี้ฟังเหมือนโรแมนติก แต่ถ้าเขาหมายความอย่างที่พูด มันก็น่าขนลุก

ทางการแพทย์ นี่อาจเป็นหนึ่งในอาการของคนเป็น Psychopath คือมีความชำรุดของสมองส่วนหน้า เมื่อกลไกของการ ‘เห็นอกเห็นใจ’ เพื่อนมนุษย์ไม่ฟังก์ชั่น

สำหรับเบ็น แฮมีจึงเป็นเหมือนสัตว์เลี้ยงแสนน่ารัก น่าสนใจ เฝ้าดูสังเกตพฤติกรรมว่ามันจะทำอะไรตลกๆ น่าเอ็นดูอีก จนกว่ามันจะมีพฤติกรรมวนซ้ำทำให้เบื่อ…

แล้วสิ่งที่เรามองไม่เห็น หรือเห็นตำตาแต่ทำเป็นลืมๆ ไปว่ามันมีอยู่จริง ก็คือสิ่งที่หนังไม่ต้องพูดออกมาสักคำ นั่นคือความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่เป็นเหมือนเชื้อไฟสุมกองไว้ในที่รกร้างไร้คนรับผิดชอบ 

เราอาจไม่ได้ป่วยเป็นไซโคพาธ สมองส่วนหน้ายังทำงานอยู่ดี แต่กลไกทางจิตและกิจวัตรประจำวันก็กดทับเบี่ยงเบนความสนใจจนเราไม่รู้สึกรู้สาอะไรเข้าไปทุกที

เพียงรอให้คนธรรมดาๆ กลายร่างเป็นนักก่อวินาศกรรม

หรือเพียงคนมีอันจะกินผู้หาอะไรเล่นแก้เบื่อธรรมดาๆ กลายมาเป็นฆาตกร

ฟัง

บางทีเราก็ฟังเพลงโดยไม่ได้ถอดรหัสความหมาย ยิ่งเป็นภาษาที่ไม่คุ้นเคย เสียงร้องก็อาจเป็นเหมือนเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง แต่สิ่งที่ต่างจากการฟังเพลงบรรเลงก็คือ มันยังมีคลื่นเสียงที่เคยคุ้น

แม้การโหยหวนกู่ร้องอึมอัมหรือขากสำรอกนั้นเข้ารหัสด้วยภาษา แต่ถ้าเราไม่ถอดรหัสนั้น มันก็ยังเป็นคลื่นเสียงที่ทำให้หัวใจสั่นสะเทือนได้

เสียงประสานอาจเหมือนการโอบให้เราอยู่ในฝูง และห้อตะบึงไปด้วยกัน เหมือนม้าป่าที่คลุมกายรวมหมู่ด้วยฝุ่นดินแดง

การฟังเพลงในแง่นี้จึงละทิ้งทุกถ้อยที่เข้ารหัสเพื่อการสื่อสารอย่างชัดเจน ละทิ้งความหมายและถ้อยคำ เหลือเพียงสิ่งดิบเถื่อนสั่นสะเทือนจากอวัยวะของสัตว์สปีชีส์เดียวกันกับเรา

และนั่นก็ทำให้เราไม่เหงาเกินไป

คำถามอาจผุดจากความเป็นอื่น

เขาตั้งคำถามว่าทำไมการช่วยหมูป่าจากถ้ำถึงได้รับความสนใจขนาดนั้น

เธอตอบว่าไม่เห็นจะน่าสงสัย เธอยืนยันว่ามันเป็นเรื่องมนุษยธรรม

เขาเลยยกตัวอย่างเหตุการณ์อีกสองสามเหตุ เพื่อเทียบเคียงระดับความสนใจและระดับของมนุษยธรรมที่แตกต่างกัน

เขายืนยันว่า มนุษยธรรม ไม่ใช่เหตุผล

เธอตอบคำถามเขาด้วยตรรกะและภาษาไม่ได้ แต่เธอมีคำตอบกระจ่างในใจแบบรู้อยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาใคร่ครวญคิด และโดยไม่สงสัยอย่างที่เขาสงสัย (ไม่ แม้เพียงนิด) เธอรู้สึกว่าเรื่องง่ายๆ แค่นี้ทำไมเขาถึงไม่เข้าใจ

ถ้าเขาเข้าใจกลไกของนาฏกรรมนี้ ชำแหละเหตุ-ปัจจัย ได้ครบถ้วน เขาคงเป็นเอเลี่ยน (ใช่ เขาไม่ใช่มนุษย์ เพราะเขาตั้งคำถามกับมนุษยธรรม) และสามารถเชิดชักโน้มน้าวเหล่ามนุษย์ผู้วูบวาบไปตามมนุษยธรรมนี้

เขาจะครองโลกได้เลยล่ะ

แต่ตอนนี้เขามีอำนาจเพียงการตั้งคำถาม

ส่วนเธอ เธอผู้เป็นมนุษย์ เธอจึงเข้าใจมนุษย์โดยอัตโนมัติ เข้าใจมนุษย์โดยไม่ต้องถอดสมการส่วนประกอบของความสนใจ และเพราะเข้าใจ จึงไม่มีคำถาม และคร้านจะตอบ

12062018

ครึ่งชีวิตของธาตุกัมมันตรังสี บ่งชี้แน่ชัดว่าปริมาตรนั้นเหลือเพียงครึ่ง นับเวลาถอยหลังได้ คุณกำลังกลายเป็นไม่มีอะไร

ถ้ามองหันหลังและนับว่านั่นคือครึ่ง ก็พลันรู้สึกว่าข้างหน้านั้นยืดยาว แต่คนไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่นมพาสเจอไรซ์ ไม่มีวันหมดอายุระบุไว้

อาจเหลืออีกครึ่ง หรือไม่ถึงครึ่ง

นับจากหนึ่ง สะสมอะไรมาบ้าง จำหน่าย แจก ทำลาย สูญ อะไรไปบ้าง

บางทีก็อยากอยู่ในโลกของนักเล่นแร่แปรธาตุ กฎของการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม เราจะได้เห็นชัดๆ ว่าเสียสิ่งใดไป เพื่อได้สิ่งใดมา

แต่นั่นก็แค่ความไร้เดียงสาในโลกที่ทุกอย่างถูกลดทอนให้ง่าย — ยามเสียอะไรไป กว่าจะรู้ตัวเรามักเสียมันไปแล้ว

ยามได้อะไรมา หากไม่สังเกตสังกา เรามักรู้ตัวอีกทียามเสียมันไป

หากมีเหลืออีกครึ่ง นับตรงนี้ที่หนึ่ง

(นับคราวนี้ ไม่ไร้เดียงสาแล้วนะ)

คุณคิดและตั้งใจว่า . . .

080518

ความมั่งคั่งมีอยู่ 2 อย่าง คือ ความมั่งคั่งจากการผลิต และความมั่งคั่งจากการลงทุนซ้ำ

ปัจจุบันนี้แค่ปรายตาอ่านข่าวสักเล็กน้อย เราก็รู้ๆ กันอยู่ว่าความมั่งคั่งเกินกว่าครึ่ง อยู่ในอุ้งมือของคน 1% (เหมือนที่ occupy wallstreet บอกว่า we are 99% นั่นแหละ)

แต่ถึงจะเอาตัวเลขมากางแบแค่ไหน เราก็ไม่ได้เปลี่ยนทิศทางสังคมเท่าไหร่นัก

ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ที่ตัวเลขที่แตกต่าง แต่เมื่อความมั่งคั่งเหล่านั้นมาจากการลงทุน การลงทุนซ้ำ และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แบบยกกำลัง ในทางหนึ่งมันก็ทำให้มูลค่าและผลตอบแทนของการผลิตลดลง (ทั้งลดมูลค่าลงจริงๆ และมูลค่าจากการเปรียบเทียบ)

คนมากมายที่พยายามสร้างความมั่งคั่งจากการผลิต (แบกหาม ทำขนมปัง ช่างไม้ ครู หมอ ทนาย วิศวกร ออกแบบ สถาปนิก ตัดเสื้อผ้า ทำความสะอาด ขายส้มตำ ฯลฯ) ต่างก็มองเห็นตัวเลขเหล่านี้ และรู้ดีว่าไม่มีทางขยับไปพ้นจากเพดานนี้ได้ ชีวิตไม่อาจจะไปถึงภาพที่เราเห็นในสื่อได้

พวกเรา เห็นตัวเลขที่ถ่างกว้างนี้กันทุกวัน

การที่คนเราทุกวันนี้ไม่มีความสุขในการทำงาน มันเป็นเพราะสาเหตุหนึ่งคือติดอยู่ในการผลิต แต่ไม่อาจมองเห็นปลายทางและโอกาสในความมั่งคั่งได้หรือเปล่า

อาจจะคิดว่ามันฟังดูหลวมๆ และเกี่ยวพันกันอย่างตั้งใจโยง

แต่เราก็เบื่ออะ เวลาได้ยินเสียงลอยๆ เหล่านี้อยู่ทุกวันว่า “ความร่ำรวยไม่ใช่เรื่องเลวร้าย” และ “เด็กสมัยนี้มันรักสบาย” หรือ “เบื่อ อยากลาออก แต่ไม่รู้หรอกว่าอยากทำอะไร”

ปล เก็บมาจากเล่ม อย่าคิดถึงช้าง ของ สนพ. openworlds

เพื่อนคนเก่ง (เล่ม 1)

ตัวละครมีเสน่ห์มาก เรื่องเล่าเรียบๆ เหมือนชีวิตประจำวัน แต่ความรุนแรงที่เป็นแกนหลักของชุมชนในเนเปิลส์ก็ช่างมีชีวิตชีวา แม่ๆ ทะเลาะตบตีกัน เด็กหญิงเด็กชายปาหินใส่กัน พ่อบันดาลโทสะเหวี่ยงลูกสาวลงมาจากหน้าต่างชั้นสอง นอกนั้นยังอึงอลไปด้วยการปะทะคารม ตาต่อตาฟันต่อฟัน ถ้าใครมารุ่มร่ามกับน้องสาวหรือผู้หญิงของฉัน มันก็จะโดนตีน ฯลฯ

เรื่องหลักคือความสัมพันธ์หวานๆขมๆของเด็กหญิงสองคน เพศหญิงนี่ก็แปลก คนที่เราแข่งขันชิงดีชิงเด่นมากที่สุดก็คือเพื่อนสนิท

ยังดีที่ใช้ เลนู เป็นเสียงเล่า เพราะ ลิลา พิเศษเกินไป ถ้าอยู่ในสตาร์วอส์เธอก็คงเป็นเจได ถ้าอยู่ในเอ็กซ์เมนเธอก็คงไม่พ้นผู้มีพลังจิตครอบงำอ่านใจคนได้ ยิ่งเลนูบรรยายเธอละเอียดเท่าไรในวันเด็กเรายิ่งเข้าใจได้ยากขึ้นเท่านั้น

แต่พอถึงวัยเด็กสาว เหมือนเราจะเข้าใจเธอขึ้นมาทีละนิด (เล่มหนึ่งจบลงตรงนี้ เธอแต่งงานในวัยสิบหกปี เพื่อแก้ปัญหาหนึ่ง แต่ดูท่านำพาไปสู่ปัญหาอื่น)

อีกสิ่งที่ชอบมากคือมันเนียนมาก เรื่องเล่ามีประเด็นใหญ่ๆ เหลือเฟือ ที่ไม่ต้องยัดเข้าไปแต่กลมกลืนกับเรื่องแนว slice of life จนแงะไม่ออก คือ สภาพสังคม การศึกษา อุดมคติทางการเมือง และความผิดฝาผิดตัวระหว่างปัญหาทางวิชาการและปัญหาเลือดเนื้อในชีวิตประจำวัน

รอเล่มสองอย่างใจจดใจจ่อ ระหว่างรอก็อยากหารองเท้าหนังเย็บมือสักคู่มาสวมใส่

ยัญพิธีเชือดแพะ

เส้นเรื่องมีอยู่สามเส้นหลักๆ คือ วันสุดท้ายของตรูฆิโยก่อนที่เขาจะถูกลอบสังหาร / เรื่องราวของเหล่ามือสังหารในการรอคอยก่อนปฏิบัติการ และการหนีตายจนถึงวันนิรโทษกรรม / การกลับมาเยี่ยมพ่อ (คนใกล้ชิดของตรูฆิโย) ของลูกสาว ผู้ชิงชังบ้านเกิด

เรื่องแรกฉายภาพชีวิตและจิตใจของเผด็จการ กิจวัตรตั้งแต่ยามตื่นจนถึงยามหลับไปตลอดกาล

เรื่องที่สองให้แบ็คกราวด์ของความแค้น ความขัดแย้ง และการห้ำหั่นกันโดยกำลัง

เรื่องที่สามลงลึกถึงความปี้ป่น และภาวะสยดสยองอย่างน่าขัน ที่เหล่าคนฉลาดๆ ในประเทศโดมินิกัน (อย่างท่านวุฒิสมาชิกกาบราล) กลับหลงอยู่ในมนต์ของตรูฆิโย

เป็นนิยายที่มีเรื่องจริงประกอบอยู่ ตัวละครในสองส่วนแรกล้วนมีชีวิตจริงในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ด้วยกลวิธีการประพันธ์ เราจะเข้าใจหัวจิตหัวใจของตรูฆิโยได้มากกว่าการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์เพียวๆ

ส่วนเรื่องของอูราเนียและวุฒิสมาชิกกาบราลนั้น เป็นตัวละครที่ผู้ประพันธ์ปั้นขึ้นมา แน่นอนว่ามีโครงจากสภาพจิตของคนในสังคม เป็นการพยายามจะทำความเข้าใจในเรื่องที่เหมาะมากในการใช้เรื่องแต่งเป็นเครื่องมือ

สามสิบปีในการครองอำนาจของตรูฆิโย (หรือสรรพนามที่ใช้ในเล่ม คือ ท่านผู้มีพระคุณ หรือ บิดาแห่งชาติใหม่) โดมินิกันพัฒนาขึ้นมาก และกำจัดพวกเฮติที่ชอบรุกคืบเข้ามาแย่งงานได้ชะงัด แต่ทั้งหมดก็มีราคาแสนแพงที่ต้องจ่าย อันได้แก่การอุ้มฆ่า ทำลายผู้เห็นต่าง การข่มเหงรังแกประชาชน อุ้มชูเครือญาติและบริวาร จนมีคำพูดว่า ทุกคนที่มีกินมีใช้ ล้วนต้องข้องเกี่ยวและมีส่วนได้ส่วนเสียในเม็ดเงินของตรูฆิโยด้วยกันทั้งนั้น

และที่สำคัญ คือวีรกรรมที่ทำให้บิดาแห่งชาติใหม่ผู้นี้มีสมญาที่เรียกกันอย่างลับๆ ว่า ไอ้แพะหื่น คือการกวาดเรียบ เย็ด(คำตามในหนังสือ) เมียที่ยังสาวสวยของเหล่ารัฐมนตรีในคณะรัฐบาล และสตรีทุกนางที่คนสนิทประจำตัวจัดหามาให้ (ไม่เว้นเด็กอายุสิบสี่)

อ่านเอาสนุกก็บันเทิงใช้ได้ อ่านเอาภาพและบรรยากาศแบบลาตินอเมริกาก็น่าสนใจ แต่ที่ชอบที่สุด คือการอ่านเพื่อพยายามทำความเข้าใจสภาพหัวจิตหัวใจของคนในสังคมที่บิดเบี้ยว เหมือนส่องกระจกเงา เห็นความผิดเพี้ยนของใบหน้าเราเอง

ว่าด้วยปรัชญาความงาม วะบิ-ซะบิ จากแนวคิดหนึ่ง สู่วัตุถุหนึ่ง (ที่ไม่อาจสมบูรณ์แบบ)

หากเริ่มจากคำนิยาม วะบิ-ซะบิ คือหัวใจของสุนทรียภาพแบบญี่ปุ่น เป็นการมองเห็นความงามของความไม่สมบูรณ์แบบ

ในบท คำนิยามเฉพาะกาล (ใช้คำตามสำนวนแปล) ให้ความหมายแยกไว้ดังนี้‘ซะบิ’ หมายถึง เย็น เอนเอียง ร่วงโรย ‘วะบิ’ หมายถึง ความทุกข์ทนในการใช้ชีวิตเพียงลำพังในธรรมชาติ ไกลห่างจากสังคม ปลีกวิเวก

แต่เราลืมๆ นิยามข้างต้นไปก่อนก็ได้ เพราะ “…สิ่งลึกซึ้งที่สุดเกี่ยวกับความหมายของ วะบิ-ซะบิ ก็คือการค้ำจุนตำนานแห่งความลี้ลับเอาไว้เพื่อเหตุผลทางสุนทรียภาพ … วะบิ-ซะบิ คือจุดหมายปลายทาง ซึ่งไม่สามารถบรรลุได้อย่างสมบูรณ์เต็มที่ [ถ้ามันชัดสมบูรณ์ จะเรียกว่า ความงามในความไม่สมบูรณ์ได้ยังไงล่ะ-ฮา] การอธิบายฐานคิดนี้อย่างหมดเปลือกจะเป็นการทำให้ตัวฐานคิดนี้ด้อยลง (หน้า 33)

286B8451-AC10-4411-AF20-2DC3618C2346
รอยแดดเลีย ปรากฏตั้งแต่ที่สันจนถึงปกหลัง (UV มันแรง)

เราพักเรื่องนิยามไว้ก่อน แล้วมองมันในแง่มุมทางประวัติศาสตร์ (อย่างที่ผู้เขียนเล่าไว้ในเล่ม) กันดีกว่า

เชน โนะ ริคิว (พูดอย่างหยาบ เขาคือบิดาแห่งวะบิ-ซะบิ แต่แนวคิดนี้ช่างขัดแย้งกับการยกใครคนหนึ่งขึ้นมาเป็นบิดาของอะไรสักอย่าง) ให้คุณค่าแก่งานฝีมือพื้นบ้านแบบดั้งเดิมของเกาหลีและญี่ปุ่นที่ทำขึ้นอย่างหยาบๆ และไม่ระบุชื่อผู้สร้าง โดยยกคุณค่ามาเทียบชั้น (หรือกระทั่งบอกว่าเหนือกว่า) ศิลปะแบบจีน ที่เน้นความเกลี้ยงเกลา ตัวอย่างรูปธรรมก็เช่น ห้องชาที่ริคิวออกแบบใหม่ มีต้นแบบมาจากกระท่อมชาวนา ผนังโคลน หลังคามุงหญ้า โครงสร้างไม้ที่คดโค้งบิดเบี้ยวไปจากสัณฐานปกติ ทั้งยังมีขนาดเล็ก เพียงประมาณ 35 ตารางฟุต (2 เสื่อ)

แต่ดราม่าบังเกิด เพราะเจ้านายไม่เก็ตรสนิยมแบบนี้ (ยุคนั้นเจ้านายคือฮิเดะโยะฌิ ขุนศึกผู้เติบโตมาจากชนชั้นชาวนา) แน่นอนว่าหมิ่นอะไรก็ไม่ร้ายเท่าหมิ่นรสนิยมกัน ฮิเดะโยะฌิผู้นิยมศิลปะจีนหรูหราอลังการ (ห้องชาต้องติดทองคำเปลวสิ) อาจจะทั้งหมั่นไส้ริษยา จนถึงขั้นระแวงอิทธิพลของริคิว จึงบัญชาให้เขาคว้านท้องฆ่าตัวตาย

(สองย่อหน้าข้างต้น สรุปความจากเนื้อหาหน้า 48-50 ฉบับพิมพ์ครั้งแรก และใช้ตัวสะกดการถอดเสียงตามฉบับแปลในการพิมพ์ครั้งแรก

วะบิ-ซะบิ ก็เป็นบางสิ่งที่คนญี่ปุ่นส่วนมากบอกว่าตนเข้าใจมัน แต่ก็ปากหนักไม่ชอบอธิบายว่ามันคืออะไรกันแน่ หนึ่งในความพยายามของผู้เขียน (ซึ่งเป็นชาวอเมริกัน) คือการทำให้ความคลุมเครือนั้นชัดเจนขึ้น คล้ายการปักป้ายบอกทางแก่คนรุ่นหลัง โดยแยกธาตุนำเสนออย่างเป็นระบบ และหนึ่งในวิธีที่ผู้เขียนเลือกใช้ในการปั้นภาพร่างของ วะบิ-ซะบิ ให้เราเห็น คือการยกมาเปรียบเทียบกับอุดมคติความงามอีกแบบ คือ โมเดิร์นนิสม์ เมื่อเราเห็นภาพโครงร่างคร่าวๆ แล้ว ผู้เขียนก็ค่อยๆ นำเราเข้าสู่จักรวาลของ วะบิ-ซะบิ ทีละชั้น ทีละชั้น โดยเริ่มจากรากฐานทางปรัชญา คุณค่าเชิงจิตวิญญาณ สภาวจิต (หรือพูดง่ายๆ คือ ความรู้สึก) จริยา (ข้อปฏิบัติ) และปลายทางคือ คุณลักษณะของวัตถุ

บางหัวข้อมีเนื้อหาเพียงแค่หน้ากระดาษเดียว แต่ใช้ภาพถ่ายประกอบ บางหัวข้อยกตัวอย่างไว้เพียงสั้นๆ และบทกวีบทเดียว

แต่ในสังคมร่วมสมัย เราเองน่าจะคุ้นเคยกับข้อสุดท้าย นั่นคือคุณลักษณะของวัตถุ ‘แบบญี่ปุ่นๆ’

วะบิ-ซะบิ จะต้องขรุขระ เป็นสัมผัสแบบดิน สีไปในทางเอิร์ธโทนหรือออกสนิมๆ จะต้องเรียบง่าย ถ่อมตัว สลัว ไร้ลวดลายประดับประดา อุณหภูมิไปในทางอุ่น เป็นมิตรในการสัมผัสจับต้อง ฯลฯ<

ข้อพึงระวังก็คือ เมื่อเราฉวยมาเพียงผลลัพธ์สุดท้ายของแนวคิดใดๆ มาก็ตาม มีโอกาสสูงยิ่งที่เราจะสูญเสียแนวคิดตั้งต้นนั้นไป

เช่นตอนหนึ่งในหนังสือ

…เนื่องในฐานะเป็นปฏิกิริยาตอบโต้ต่อความมั่งคั่งร่ำรวยในยุคสมัยของริคิว บางครั้งห้องชาซึ่งมีรูปลักษณะของเรือนชาวนาหลังจ้อย และการใช้ภาชนะทั้งหลายที่มิได้ถูกทำขึ้นอย่างประณีตบรรจงของเขา ก็ถูกนำมาเปรียบเทียบกับการเล่นเป็นหญิงเลี้ยงแกะและรีดนมวัวของพระนางมารี อังตัวเน็ต ผู้ซึ่งแต่งพระองค์ในชุดผ้าฝ้ายเรียบง่าย สวมหมวกฟาง และอยู่ในกระท่อมชาวนาที่สร้างขึ้นเลียนแบบของจริง ณ มุมหนึ่งของอุทยานพระราชวังแวร์ซายส์ แต่ในความคล้ายคลึงทั้งมวลนั้น การปฏิบัติของริคิวจริงจังกว่ามาก ริคิวมีระเบียบวาระทางสุนทรียะเป็นพื้นฐาน ในขณะที่ความสนใจของพระนางมารี อังตัวเน็ต เป็นความบันเทิงเริงรมย์เชิงนิยายล้วนๆ แต่ทว่าชนกลุ่มใหญ่ที่ดำเนินรอยตามริคิวในยุคหลังนั้น เป็นบรรดาเศรษฐีที่เล่นเป็นคนจนคนยาก กระท่อมชาแบบพื้นบ้านอัน ‘เรียบง่าย’ ของพวกเขาบางหลังสร้างด้วยวัสดุที่ดีเป็นเลิศ และใช้ฝีมือความชำนาญของช่างที่แพงที่สุดในยุคนั้น มีราคาค่างวดสูงกว่าคฤหาสถ์ทั้งหลายเสียอีก…

(หน้า 100)

จะเห็นว่าการแซะ วะบิ-ซะบิ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แนวคิดไหนเป็นที่นิยมขึ้นมาล้วนถูกแซะทั้งนั้น เอาเข้าจริงก็ไม่แฟร์นักที่เราเหยียดหยามรสนิยมของเศรษฐี เราคงไม่อาจอ้างว่า เป็นคนรสนิยมอย่างนี้ๆ ตั้งแต่เกิด เมื่อเข้าร่วมพิธีชงชา เศรษฐีก็มีโอกาสพบกับศานติในเรือนใจได้เช่นเดียวกับชาวบ้าน แต่ประเด็นก็คือ การอ่านหนังสือแนวคิดทางศิลปะ จะพาให้เราเข้าใจที่มา ก่อนถึงปลายทางที่รูปลักษณ์ภายนอก ส่วนความเข้าใจนั้นจะนำไปสู่อะไรนั้น เราคงไม่รู้หรอก

การปะทะของแนวคิดเรื่องความงาม ไม่ต่างอะไรกับแนวคิดทางการเมือง แนวคิดทางสังคม หรือกระทั่งความเชื่อทางศาสนา มันคือการแสดง ‘แนวคิดหนึ่ง’ ที่ไม่อาจเคลมว่าเป็นความจริงสูงสุดหนึ่งเดียว เหมือนสินค้า ที่เราแต่ละคนต้องเลือกหยิบเอาตามรสนิยมและเหตุผลของตัวเอง จุดเริ่มของหนังสือเล่มนี้ คือการสร้างรูปร่างให้กับแนวคิดคลุมเครือ เพื่อประโยชน์ในการศึกษา (และแน่นอน ตัวผู้เขียนนั้นสมาทานแนวคิดทางความงามแบบนี้)

ซึ่งถ้าอ่านแล้วเดินทางถอยกลับเข้าไปในจักรวาลของวะบิ-ซะบิ จากประดาข้าวของที่เรามี ประคองถ้วยชาผิวขรุขระสักใบในอุ้งมือ รับรู้ถึงความอุ่น มองเงาสะท้อน ผิวน้ำที่สั่นไหว… สักวันเราอาจเข้าไปจนถึงรากฐานเชิงอภิปรัชญาของ วะบิ-ซะบิ ที่ว่า

สรรพสิ่งกำลังแปรเปลี่ยน, อย่างถดถอยไปสู่ หรือไม่ก็กำลังวิวัฒน์ไปสู่, ความไม่มีอะไร

หรือถ้าไม่เวิร์ค จิบมัทฉะเบื่อแล้วจะกินชานมไข่มุกก็ได้
คงไม่มีใครบัญชาให้คุณคว้านท้องหรอก.


ข้อมูลหนังสือ
หนังสือ: วะบิ-ซะบิ: สำหรับศิลปิน นักออกแบบกวี & นักปรัชญา
ผู้แต่ง: เลนนาร์ด โคเรน
ผู้แปล: กรินทร์ กลิ่นขจร
สำนักพิมพ์: สวนเงินมีมา
พิมพ์ครั้งที่ 1: พฤศจิกายน 2546

เรื่อง: ณขวัญ ศรีอรุโณทัย
Art Director จาก WAY Magazine

เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซท์ GM live
12 เมษายน 2561

วะบิ-ซะบิ

อะไรแพงกว่ากัน

ระหว่าง

ถ้วยชาปั้นอย่างหยาบด้วยโคลนจากท้องแม่น้ำ เคลือบและเผาด้วยเตาดินใช้เชื้อเพลิงถ่าน

และ

ถ้วนเซรามิกส์จากร้านทุกอย่าง 60 บาท เมดอินไชน่า
.
.
.
เชน โนะ ริคิว ให้คุณค่าแก่งานฝีมือพื้นบ้านแบบดั้งเดิมของเกาหลีและญี่ปุ่นที่ทำขึ้นอย่างหยาบๆ และไม่ระบุชื่อผู้สร้าง โดยยกคุณค่ามาเทียบชั้น (หรือกระทั่งบอกว่าเหนือกว่า) ศิลปะแบบจีน ที่เน้นความเกลี้ยงเกลา ตัวอย่างรูปธรรมก็เช่น ห้องชาที่ริคิวออกแบบใหม่ มีต้นแบบมาจากกระท่อมชาวนา ผนังโคลน หลังคามุงหญ้า โครงสร้างไม้ที่คดโค้งบิดเบี้ยวไปจากสัณฐานปกติ (แต่ไม้โดยธรรมชาติย่อมต้องโค้ง ไม้ตรงแหน่วต่างหากที่ผิดปกติ) ทั้งยังมีขนาดเล็ก เพียงประมาณ 35 ตารางฟุต (2 เสื่อ)

แต่ดราม่าบังเกิด เพราะเจ้านายไม่เก็ตรสนิยมแบบนี้ (ยุคนั้นเจ้านายคือฮิเดะโยะฌิ ขุนศึกผู้เติบโตมาจากชนชั้นชาวนา) แน่นอนว่าหมิ่นอะไรก็ไม่ร้ายเท่าหมิ่นรสนิยมกัน ฮิเดะโยะฌิผู้นิยมศิลปะจีนหรูหราอลังการ (ห้องชาต้องติดทองคำเปลวสิวะ) จึงสั่งให้ริคิวคว้านท้องฆ่าตัวตาย
.
.
(สรุปความจากเนื้อหาหน้า 48-50 ฉบับพิมพ์ครั้งแรก และใช้ตัวสะกดการถอดเสียงตามฉบับแปลในการพิมพ์ครั้งแรก)
.
.
.

อะไรแพงกว่ากัน

ระหว่าง

กระดาษสาทำด้วยมือชาวเขา (ในการสนับสนุนของโครงการแม่ฟ้าหลวง) ผนวกกับแนวคิดการออกแบบของดีไซเนอร์จบการศึกษาจากประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เพื่อความยั่งยืนของชุมชน สังคม และโลก

และ

กระดาษปอนด์ถนอมสายตายี่ห้อ เขียวอ่าน สั่งเป็นรีมจากผู้ผลิตรายใหญ่ ผู้กระตุ้นและโน้มน้าวให้เจ้าของพื้นที่ปลูกป่ายูคาลิปตัส เพื่อความยั่งยืนของชุมชน สังคม และโลก
.
.

อะไรน่าครอบครองกว่ากัน

ระหว่าง

หนังสือ วะบิ-ซะบิ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 เมื่อปี 2546 โดยสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา แต่เราซื้อจากร้านมือสองเมื่อราวๆ ก่อนปี 2550 มีรอยตำหนิตรงสันเนื้องจากไสกาวไม่ประณีต และรอยถลอกบนกระดาษปก (ไม่เคลือบ–วะบิ-ซะบิ เป็นศัตรูกับพลาสติก) รวมถึงสีปกที่ซีดจางอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากชั้นหนังสือรับแสงแดดยามรุ่งอรุณทุกวัน เนื้อในเป็นกระดาษปอนด์ค่อนข้างหนา ผิวสาก พิมพ์ภาพประกอบขาวดำ 1 เพลท

และ

หนังสือ วะบิ-ซะบิ ฉบับเจ้ากรรมโดยสำนักพิมพ์ openbooks ที่ถูกเรียกเก็บและจะถูกทำลายทิ้ง ยังไม่ทันได้ซื้อ (เพิ่งวางขายในงานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมา) ปกดีไซน์ใหม่ให้ร่วมสมัยขึ้น ด้วยการใช้ฟอนต์น้ำหนักบาง เลย์เอาท์ด้านในจัดให้โปร่งขึ้น แต่ทั้งหมดเป็นภาพมอคอัพ (จัดทำเพื่อการประชาสัมพันธ์โดยสำนักพิมพ์) เนื่องจากเราไม่ได้ซื้อ เลยไม่มีหนังสือเล่มจริงในมือเพื่อพิจารณา คาดว่าจะเป็นของหายากน่าสะสม
.
.

อะไรแพงกว่ากัน

ระหว่าง

จัดไฟ ถ่ายรูปหนังสือที่เพิ่งพิมพ์เสร็จใหม่ๆ (อาจรีทัชเก็บรายละเอียดบ้าง)ให้สวยงามน่าครอบครอง

และ

ซื้อเทมเพลท PSD Mockup (ไฟล์โฟโต้ชอปสำหรับทำภาพตัวอย่าง) นำมาแมปกับไฟล์อาร์ทเวิคปก ได้มอคอัพงามเนี้ยบตรงตามใจกราฟิกดีไซเนอร์ ผู้ซึ่งมักอกหักเมื่อหนังสือเล่มจริงมาส่งที่ออฟฟิศ

.
.
.

อะไรมีมูลค่ามากกว่ากัน

ระหว่าง

หนังสือที่ซื้อมาสะสม

และ

หนังสือที่ซื้อมาอ่านเมื่อนาน ปัจจุบันลืมหมดแล้ว

.
.

ถ้าอ่านใหม่จบอีกสักรอบ และเกิดพุทธิปัญญาอะไรสักอย่าง ไว้จะมาเล่าให้ฟังใหม่

_DSF3363
วะบิ-ซะบิ เลนนาร์ด โคเรน เขียน กรินทร์ กลิ่นขจร แปล สวนเงินมีมา, พฤศจิกายน 2546
_DSF3365
ตำหนิที่สัน (สภาพเช่นนี้ตั้งแต่ตอนซื้อจากร้านหนังสือมือสอง)
4EC006F6-B098-44A4-989C-B7FD6A67D4AC
รอยกระดาษถลอก หรือความงามของสรรพสิ่งที่ไม่สมบูรณ์แบบ?
286B8451-AC10-4411-AF20-2DC3618C2346
รอยแดดเลีย ปรากฏตั้งแต่ที่สันจนถึงปกหลัง (UV มันแรง)
B415E933-F17F-42A9-B0BA-6ABA9FA00C0C
โปรดสังเกตผิวสัมผัสของกระดาษเนื้อใน
_DSF3368
ร่องรอยและความงาม ของการตกกระทบวัตถุอลูมิเนียม ความงามในความไม่สมบูรณ์แบบ อาจไปกันไม่ค่อยได้กับการออกแบบสกลุโมเดิร์นนิสม์

80BD28BD-AAA2-48CD-B17B-955BF1306F09

_DSF3370
คราบกาแฟ ที่เป็นลวดลายตามธรรมชาติ

E95A61BD-2F26-4656-B71D-D854474F4663

28828892_10154730188389364_4873715446452713915_o
ภาพมอคอัพของฉบับพิมพ์ใหม่โดยสำนักพิมพ์ openbooks
28953923_10154730072334364_2220568394682311749_o
ภาพมอคอัพของฉบับพิมพ์ใหม่โดยสำนักพิมพ์ openbooks
29060783_10154730072319364_4658945461778482621_o
ภาพมอคอัพของฉบับพิมพ์ใหม่โดยสำนักพิมพ์ openbooks

ชิลชิลอันน่าชิงชัง

บางคนชอบคนสู้ชีวิต เพราะเหมือนได้ออสโมซิสความฮึกเหิม ไฟ ความร้อน หรือกระทั่งความกระหายอยากในความสำเร็จ แต่ผมชอบบุคลิกลักษณะของคนชิลๆ มากกว่า

เหมือนดนตรีแนวที่ชอบ ถ้าจะเพี้ยนๆ หน่อยก็โอเค ไม่ต้องไฟท์มากเกินไม่ต้องฝืนมากไป ชอบความหลากหลาย แม้ไม่อาจครองใจคนส่วนใหญ่ ไม่ได้ ‘ประสบความสำเร็จ’ และไม่ได้ถูกใจเราไปเสียหมด ทุกอัลบั้มอาจมีของเด็ดบ้างสักยี่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่นอกนั้นเป็นการทดลอง และรื่นรมย์ไหลไป

นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่รสนิยมพ้องต้องกันกับพวกอินดี้ในประเทศพัฒนาแล้ว

เพราะใจนึงเราต่างรู้ดี ว่าอยู่ในประเทศนี้ คนที่มีใจพอจะลองผิดลองถูก คนที่หมกมุ่นกับสิ่งไม่เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจบัดเดี๋ยวนั้น หากไม่เป็นคนบ้า ก็เป็นคนวาสนาดีมีครอบครัวซัพพอร์ท

เพราะสังคมนี้ไม่มีตาข่ายทางสังคมกางรองรับ และความสบายๆ ไม่เหมาะกับใครทั้งนั้น แม้กระทั่งนักบวช

แต่เราไม่อินกับคนบ้าอยู่ดี (เพราะโดยส่วนลึก เราก็ไม่อยากให้เขาเผาตัวเองจนหมดสภาพ—บอกแล้วว่าชอบชิลๆ) แต่ก็เอาใจช่วยเสมอ และสนับสนุนเมื่อมีโอกาส

สุดท้ายกลายเป็นว่า คนในประเทศนี้ที่จะชิลๆ ได้ ส่วนมากก็เป็นพวกมีโอกาสเหลือๆ มีทางสายหลักให้กลับไปหากล้มเหลว มีหลักประกัน และกลายเป็นขาดแคลนความหลากลายทางรสนิยม

และนี่แหละคือการย้ำเราซ้ำๆ ว่านี่คือประเทศโลกที่สาม และที่นี่ คือประเทศกำลังพัฒนา

A Lollypop or A Bullet

Lollypop-2 copy

กระสุนลูกกวาดในโลกสีเทา (2 เล่มจบ)
A Lollypop or A Bullet
Story: Sakuraba Kazuki
Art: Sugimoto Iqura
Siam inter Comics, 2015

เล่าเรื่องเด็กผู้หญิงสองคน คือนางิสะกับโมคุสุ
นางิสะเสียพ่อไป เหลือแม่และพี่ชายสุดหล่อ แต่พี่ที่ฉลาดใจดี ดันเป็นพวกเก็บตัวอยู่ในห้อง (ฮิคิโคโมริ) ไม่ทำงานทำการ แม่ทำงานในร้านสะดวกซื้อหาเลี้ยงครอบครัว แต่ดูจะไม่พอ เธอเลยตั้งใจว่าจะไม่ต่อ ม.ปลาย แต่ไปเข้ากองกำลังป้องกันตนเอง เพื่อจะได้มีเงินเดือน และเลี้ยงครอบครัวได้

นางิสะรู้ว่าชีวิตไม่ได้สวยงาม เธอต้องการ ‘กระสุนจริง’

ส่วนโมคุสุ เป็นเด็กแปลกๆ ที่ย้ายมาจากโตเกียว เดินกะเผลก (เธอบอกว่าตัวเองเป็นนางเงือก มาหามนุษย์เป็นเพื่อนสักคน) นิสัยประหลาด แต่ก็มีหน้าตาน่ารักซึ่งยิ่งดูแปลกแยก อาศัยอยู่กับพ่อที่เป็นอดีตนักร้อง หน้าตาดีเช่นกัน แต่นิสัยก้าวร้าวรุนแรง

เขาว่ากันว่าครอบครัวนี้หนีมาชนบท เพราะหนีข่าวซุบซิบเรื่องที่พ่อทารุณกรรมลูกสาวตัวเอง

เรื่องเล่าไปเรื่อยๆ จนเราค่อยๆ พบว่าชีวิตของโมคุสุนั้นน่าสงสาร เธอถูกทุบตี จนสร้างเรื่องราวว่าตัวเองเป็นเงือก ไม่เหมือนใคร รอวันกลับสู่ทะเล (หรือถ้าผูกมิตรกับมนุษย์ไม่สำเร็จ ก็จะกลายเป็นฟองคลื่นหายไป)

โมคุสุเลือกจะใช้ลูกกวาด แทนที่จะเป็นกระสุน ลูกกวาดปลิดชีวิตใครไม่ได้ แต่ทำให้รู้สึกดีได้ ในขณะที่ยังไม่ละลายหายไปหมด

ไม่มีฉากโหดๆ ไม่มีบทสนทนายืดเยื้อ ทุกอย่างกำลังพอดี ปมทางจิตวิทยาที่ใส่มาอาจไม่ได้ว้าวมาก (เราน่าจะผ่านตากับ Stockholm syndrome กันมาบ้างแล้ว) แต่มังงะเรื่องนี้เด่นมากในการค่อยๆ สร้างความผูกพัน และในความบิดเบี้ยวนั้นก็ไม่ได้กระโจนลงไปจนดำมิด เป็นโลกสีเทาๆ จริงๆ

อย่างตัวละครพี่ชายฮิคิโคโมริ ภาพก็เล่าให้เขาอยู่กึ่งกลางระหว่างความน่าสงสารและน่าสมเพช หรือกระทั่งแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ก็ไม่ใช่แม่อารมณ์ร้ายอะไร เป็นแม่แบบที่คนธรรมดาๆ เป็นกัน

หรือกระทั่งครูประจำชั้นที่เห็นร่องรอยประหลาด ก็ยังพยายามยื่นมือช่วยเหลือ

แต่ก็นั่นล่ะ เรื่องทั้งหมดจบลงอย่างเศร้าๆ แต่อาจทำให้เรานึกถึงเพื่อนวัยเด็กสักคน ที่เข้ากับใครไม่ได้ มีโลกแฟนตาซีของตัวเอง และไม่รู้เหมือนกันว่าผ่านมาจนตอนนี้ ถ้าหากยังมีชีวิต เขา/เธอ หากระสุนจริงมายิงได้หรือยัง..

(อ่านจบแล้วนึกถึง Pan’s Labyrinth)